Avatar
pao.siwat
f652bc31901c5366113193af9c148880a4a47c33ad85d1faffd45adf7d2c6308
PoliticalScienceRU62 | OTA @sweat16_official | Reddy @redspin_official | Twist @mypretzelle | OTA @lastidol_th | Pixel @pixxie_official

แล้วข้อมูลที่โพสต์ใน nostr มันมีวิธีการพวกนี้ไหมครับ ตามที่ผมเข้าใจคือไม่มี หรือทำได้ยากในเชิงเทคนิค //แต่โซเชียลมีเดียทั่วไป ถึงเราจะลบข้อมูลเราออกไป หรือขอให้เขาลบให้ได้ แต่ถ้าข้อมูลนั้นมีบุคคลอื่น นำไปทำซ้ำ ดัดแปลง ไปลงที่อื่นอีกหลายที่ ก็อาจจำหาทางเอาข้อมูลออกเป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นก่อนจะโพสต์ หรือทำอะไร ต้องคิดให้รอบคอบก่อน ว่าเราจะสามารถรับผลที่เรากระทำไปได้รึป่าว นั่นแหละคือสิ่งสำคัญ

มีเสรีภาพดีๆ รัฐไม่ได้อยากรู้ว่าเรามีตัวตนเป็ยังไง แต่อยู่ดีๆก็อยากให้รัฐเข้ามากำหนด ควบคุม รู้ว่าเรามีตัวตนแบบใหน ด้วยเหตุผลแค่ว่าเราอยากได้สิทธิ สวัสดิการจากรัฐ เหมือนคนอื่นๆ ที่รัฐกำหนด ควบคุม วางแผนในชีวิตพวกเขาได้

ขอชื่อเว็บได้ไหมคับ 🥲 เป็นของคนไทยเลยหรอ อยากลอง lightning ⚡ บ้างจัง 🫣

## Moloch / Molech / Melek

*คำเตือน : โปรดใช้วิจารณญาณให้การอ่าน, ใครที่ไม่ได้สนใจอะไรแนวนี้ข้ามได้เลยนะครับ #Siamstr

ปล. เขียนสด ๆ อาจมีคำผิดและไม่ได้เรียบเรียงเนื้อหาอย่างที่ตั้งใจจะเขียนในทีแรก เพราะว่ายิ่งเรียบเรียงยิ่งค้นหาข้อมูลเพิ่มก็ยิ่งไปเจอกับความลับที่ดำมืดเกินหยั่งถึงของเทพปีศาจสุดชั่วร้ายองค์นี้

"โมลอค" ภาษากรีก : Μολόχ / μολόχ - Moloch, ภาษาละติน : Molech, ภาษาฮีบรู : ‎מלך - Mlk, Melek [แปลว่ากษัตริย์]

รูปประกอบเทพเจ้าโบราณของชาว “คานาอัน” ที่เราได้เห็นรูปลักษณ์ตามรูปภาพประกอบนี้ เป็นเทพเจ้าเก่าแก่ที่เคยได้รับการเคารพบูชาเมื่อราว ๆ พันกว่าปีก่อนปีคริสตกาล

ก่อนที่เราจะเข้าสู่เรื่องราวของเทพโมลอคนี้ ผมอยากจะเกริ่นถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของยุคสำริดในแถบพื้นที่บริเวณตะวันออกกลางที่เราเรียกกันว่าอารยธรรมลุ่มแม่น้ำเมโสโปเตเมียที่ประกอบไปด้วย อารยธรรมอียิปต์โบราณ อารยธรรมบาบิโลน อารยธรรมสุเมเรียน อารยธรรมอัสซีเรียน และเรื่องราวของชาวคานาอัน

รูปแผนที่ประกอบนี้แสดงให้เห็นถึงกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนคานาอัน (ปัจจุบันคือพื้นที่ของประเทศอิสราเอลและปาเลสไตน์ เลบานอน จอร์แดน และซีเรีย) ซึ่งตามรูปแล้วเราจะได้เห็นว่าพื้นที่ของชาวยูดาห์เผ่าเหนือ และอิสราเอลเผ่าใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้มันเคยเป็นพื้นที่ของชาวคานาอัน ก่อนที่โมเสสจะทำการอพยพชาวยิวออกจากการเป็นทาสของอียิปต์ในเรื่องราวที่เราคุ้นเคยกันดีในเรื่องราวที่โมเสสได้แหวกทะเลแดง

ดินแดนคานาอัน (ในแผนที่) เป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาของพระเจ้าพระองค์เดียวที่ให้สัญญากับ “อับราฮัม” บิดาของชนชาติอิสราเอลว่าจะยกดินแดนนี้ให้กับเขาและลูกหลานของเขาสืบไปชั่วกาล เรื่องราวแห่งพันธสัญญาได้เริ่มขึ้นเมื่ออับราฮัมได้เบื่อหน่ายกิจการของครอบครัวของเขา ที่ทำการค้าขายรูปเคารพเทพเจ้า และยังเป็นช่างปั้นรูปเคารพเทพเจ้าต่าง ๆ ในสมัยที่ผู้คนมีการบูชาเทพเจ้าหลายองค์ในพื้นที่แถบนั้นไม่ว่าจะเป็น “เอล (El)” พระเจ้าสูงสุด, “อาชทอเรท (Ashtoreth)” เทพีแห่งความรักและสงคราม, “บาอัล (Baal)” เทพเจ้าแห่งพายุฝนและความอุดมสมบูรณ์, “ดาโกน (Dagon)” เทพเจ้าของชาวฟิลิสเตีย และอื่น ๆ อีกมากมายตามแต่ผู้ที่บูชาจะใช้เงินเป็นค่าจ้างให้ช่างปั้นสร้างรูปเคารพให้กับพวกเขา

อับราฮัมผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านของบิดาที่เป็นช่างปั้นรูปเคารพ มักจะเห็นวิธีการของบิดาที่ทำการปั้นรูปเคารพจากดินเหนียว เขาทั้งนวดดินนั้นด้วยเท้า เหยียบย้ำวัตถุดิบต่าง ๆ ที่นำมาทำรูปเคารพที่ผู้คนต่างนำไปกราบไหว้บูชาเพื่อขอพร ในช่วงวัยที่เติบใหญ่ขึ้น อับราฮัมที่ทำหน้าที่เป็นคนขายรูปเคารพเหล่านั้นมักจะหัวเราะเยาะผู้คนที่นำเอาเงินของพวกเขามาซื้อรูปเคารพที่บิดาของเขาเป็นคนปั้นขึ้น เขามองว่ามันเป็นสิ่งที่ไร้สาระที่ผู้คนจะกราบไหว้รูปปั้นดินเผาที่ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับใครได้จริง ๆ มันเป็นความโง่เขลาที่นำเอาเงินที่สร้างจากนำพักน้ำแรงไปให้กับคนที่หากินกับความเชื่ออย่างบิดาของเขา จนในวันหนึ่งพระเจ้าพระองค์เดียวผู้สูงสุดก็ปรากฏขึ้นแก่อับราฮัม ท่ามกลางดินแดนที่ผู้คนกราบไหว้รูปเคารพของเทพเจ้าที่มีอยู่หลากหลาย และบอกให้เขาเดินทางออกจากบ้านของบิดาเพื่อไปยังดินแดนคานาอัน

เล่ามาถึงตรงนี้ พวกเราก็คงจะพอทราบถึงคอนเซ็ปของการเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า “เอกเทวนิยม (Monotheism)“ ความเชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียว และ ”พหุเทวนิยม (Polytheism)” ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าหลายองค์ ที่มีความขัดแย้งระหว่างกัน จากชายคนหนึ่งที่ไม่เชื่อเรื่องของเทพเจ้าที่ถูกอุปโลกน์สร้างขึ้นโดยมนุษย์ จนกลายเป็นต้นกำเนิดของศาสนาในกลุ่มของฮับราฮัมอย่าง ยูดาห์ คริสต์ และอิสลาม ที่มีการนับถือพระเจ้าสูงสุดที่พวกเขากล่าวอ้างว่าเป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน (ในที่นี้จะยังไม่ของลงรายละเอียด)

ซึ่งพระเจ้าผู้สูงสุดเพียงพระองค์เดียวองค์นี้ “เอล (El)” ที่ไม่ว่าจะถูกเรียกในภาษาฮีบรูว่า “เอล-เอยอน (El-Elyon)” แปลว่า พระเจ้าผู้สูงสุด “เอโลฮิม (Elohim)” แปลว่า พระผู้สร้าง “เอล-ชัดได (El-Shaddai)” แปลว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธา ดังนั้นคำว่า “เอล (El)” จึงเทียบเคียงกับคำว่า "God" ในภาษาอังกฤษ “อัล (Al)” ในภาษาอาหรับ และ ”พระเจ้า“ ในภาษาไทย เป็นเพียงตำแหน่งที่ใช้เรียกสิ่งที่อยู่สูงสุดเหนือกว่ามนุษย์ และไม่ใช่ชื่อเฉพาะอย่าง “ซุส (Zeus)” ที่เป็นพระเจ้าสูงสุดของเทพกรีกที่มีชื่อเรียกโดยเฉพาะ พระองค์ไม่ได้เปิดเผยพระนามของพระองค์จนกระทั้งในปัจจุบันจากการตีความพระคำภีร์เราจึงได้รู้จักกับพระนามของพระองค์ที่มีพระนามว่า “ยาห์เวห์ (YHWH, Yahweh)”

เมื่อมีพระเจ้าสูงสุดในเรื่องราวของพระคำภีร์ก็ต้องมีฝ่ายที่ชั่วร้ายอย่างมารหรือปีศาจ ที่ถูกเรียกว่า “ซาตาน (Satan)“ เขาผู้นี้เป็นปฏิปักษ์กับพระยาห์เวห์ และได้ล่อลวงให้มนุษย์ชายหญิงคู่แรกได้ตกลงสู่บาปเป็นครั้งแรก จากการขัดคำสั่งของพระเจ้าว่า ”อย่ากินผลแห่งการรู้ดีรู้ชั่ว“ สิ่ง ๆ นี้ทำให้มนุษย์ชายหญิง และซาตาน (ในร่างของงู) ต้องถูกสาปแช่งโดยพระเจ้า (ในที่นี่จะขอพูดถึงเฉพาะเรื่องราวระหว่างงูและหญิง)

“เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้า และพงศ์พันธุ์ของนางด้วย เขาจะทำให้หัวของเจ้านั้นแหลก ส่วนเจ้าจะฉกที่ส้นเท้าของเขา” - ปฐมกาล 3:15

ถ้าหากอ่านข้อความนี้จากพระคำภีร์อย่างผิวเผิน อาจจะตีความได้ว่าเป็นข้อความที่เขียนบอกถึงความเป็นจริงที่ผู้หญิงมักจะไม่ถูกกับสัตว์เลื้อยคลานหรืองู แต่จริง ๆ แล้วในข้อความนี้เกี่ยวข้องกับ “การดำรงค์เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ผู้ซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้า” และการขัดขว้างแผนการของพระเจ้าจากมารหรือซาตาน

คำว่า “เผ่าพันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้านั้นแหลก” หมายถึง ลูกหลานของมนุษย์ที่เกิดจากเอวาจะเป็นผู้ที่มาปิดฉากเรื่องราวแห่งบาปทั้งหมดนี้ พร้อมกับเป็นผู้ที่มาเพื่อทำลายล้างมารซาตานและเผ่าพันธุ์ของมันให้ต้องตกลงสู่นรกนิรันดร์กาล ดังนั้น “และเจ้าจะฉกที่ส้นเท้าของเขา” จึงหมายถึง วิธีการที่มารซาตานจะไม่ต้องถูกทำลายด้วยพระวาทนี้ของพระเจ้า ตัวของมันจะต้องทำทุก ๆ วิถีทางที่จะไม่ให้ “มนุษย์เพศหญิง” ให้กำเนิดชีวิตใหม่ ที่เป็นลูกหลานของพวกเธอ

### Moloch (The Child Sacrifice)

ตามตำนานของการบูชาเทพโมลอคของชาวคานาอันนั้น พวกเขาได้สร้างรูปเคารพของโมลอคด้วยการทำรูปหล่อโลหะสำริดที่มีส่วนหัวเป็นวัว ท่อนแขนเป็นมนุษย์ และส่วนของลำตัวจะเป็นเตาไฟขนาดใหญ่สำหรับใช้เพื่อการจุดไฟเผาบูชายัน

จากหลักฐานการค้นพบพิธีกรรมนี้โดยนักโบราณคดี มีการค้นพบสุสานที่ใช้ประกอบพิธีกรรมในบริเวณที่เรียกว่า “หุบเขาฮินโนม (Valley of Hinnom)” ซึ่งมันจะตั้งอยู่ทางตอนใต้ตรงบริเวณภายนอกของกรุงเยรูซาเลมในปัจจุบัน

ในการประกอบพิธีกรรมจะมีกลุ่มของนักบวชทำการตีรำมนะนาด กลอง และเป่าแตร์ ระหว่างทำพิธีจะมีนักบวชคนหนึ่งนำเอาตัวของเด็กทารกหรือเด็กเล็ก ๆ จากพ่อแม่ของเด็ก นำเอาเด็กไปวางไว้บนฝ่ามือหรืออ้อมแขนของเทพโมลอค ในขณะที่เตาไฟได้ถูกจุดเผาเตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้ เสียงของการบรรเลงรำมะนาด กลอง และเสียงแตร์ จะใช้เพื่อการกลบเสียงร้องจากความเจ็บปวดของเด็ก เพื่อไม่ให้พ่อและแม่เกิดความรู้สึงสงสารอยากจะช่วยลูก ๆ ของพวกเขา หรือเกิดการเปลี่ยนใจระหว่างการทำพิธิกรรมอันชั่วร้ายนี้

พวกเขาแลกชีวิตลูก ๆ ของพวกเขา เพียงเพื่อพรแห่งพลังอำนาจ ความมั่งคั่ง และความอุดมสมบูรณ์ ผ่านไฟแห่งความเจ็บปวดและทรมาณของเด็กชายและหญิงผู้บริสุทธื์

สิ่งที่พวกคุณได้อ่านนี้อาจเป็นความเลวทรามที่เกินจะรับได้จากอดีตที่เคยเกิดขึ้นจริง คุณคงจะมีคำถามภายในใจว่ามนุษย์แบบไหนที่ให้ความเคารพกับเทพที่ชั่วร้ายนี้? เราอาจจะคิดได้ว่าการบูชาเทพองค์นี้ของชาวคานาอันได้สิ้นสุดลงไปแล้วภายหลังการเข้ามาของชนชาติของพระเจ้า “อิสราเอล” ที่ได้เข้ามาทำการกวาดล้างชนเผ่าคานาอัน และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาไปรวมถึงพิธีกรรมการบูชายันที่ชั่วช้านี้

### ทฤฎีสมคบคิด

**คำเตือน : พาร์ทนี้เกี่ยวกับทฤฎีสมคบคิด โปรดเพิ่มการใช้วิจารณญาณในการอ่าน

มีการรายงานถึงกลุ่มลัทธิหนึ่งที่เป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ชายที่เป็นบุคคลระดับสูงและมีชื่อเสียงอย่างมาก จากกลุ่มที่มีชื่อว่า “Bohemian Grove“ หรือ ”The Bohemian Club” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1872 โดยจะเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ที่ได้รับเชิญ (แบบเป็นส่วนตัว) เพื่อทำกิจกรรมลับ ๆ ในการผ่อนคลายภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ในช่วงฤดูร้อน

สถานที่ตั้งของกลุ่มลับนี้จะอยู่ในพื้นที่ของป่า “เรดวูด (Red Wood)” ของรัฐแคริฟอเนียประเทศสหรัฐอเมริกา โดยพวกเขาจะมีสัญลักษณ์ของกลุ่มเป็นรูป “นกฮูก (Owl)” ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงการเริ่มของการเปิดงานชุ่มนุมนี้ พวกเขาจะมีการทำพิธีกรรมบางอย่างต่อหน้ารูปปั้นขนาดยักษ์ที่แกะสลักเป็นรูปของนกฮูกที่ภายหน้าของรูปปั้นจะมีการจุดไฟเผาเหมื่อนเป็นการทำพิธีกรรมบูชาอะไรบางอย่าง มีการแก้ผ้าเปลือยกาย และทำการเต้นรำภายหน้ารูปปั้นนั้นราวกับว่าพวกเขาเป็นเด็กเล็ก ๆ

*เสริม : ในภาษาอียิปต์โบราณตัวอักษรที่ตรงกับตัว M ของภาษาอังกฤษ จะสามารถอ่านออกเสียงได้ว่า Moloch แปลว่า นกฮูก และในภาษาฮีบรู คำว่า Melek ยังเป็นคำที่ใช้ตัวอักษร Mlk หรือ מלך ที่ขึ้นต้นด้วยตัว M อีกด้วย, เป็นเรื่องบังเอิญ?

มันมีความพยายามจะเชื่อมโยงและการสร้างทฤษฎีสมคบคิดถึงผู้คนในกลุ่มนี้ที่มีการทำกิจกรรมกันอย่างลับ ๆ ว่าผู้ชายส่วนใหญ่ในนี้ ถ้าไม่ได้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ได้รับการรับเชิญ ก็จะเป็นบุคคลระดับสูงของรัฐบาล โดยเฉพาะของพรรคการเมื่องรีพับลิกันรวมถึงประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 1923 จนถึงปัจจุบัน และยังมีเรื่องของการสมคบคิดว่า การตัดสินใจในการทำอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการตายของผู้คนในจำนวนมาก ๆ อย่างการทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ หรือสงครามต่าง ๆ ที่เปรียบได้กับการเซ่นสังเวยชีวิตของมนุษย์จำนวนมาก นั้นมาจากการตัดสินใจที่ถูกพูดคุยกันในระหว่างการทำกิจกรรมของกลุ่มคนกลุ่มนี้

ยังมีการเปิดเผยถึงเอกสารลับจากเว็บไซต์ WikiLeak ได้เผยถึงอีเมลการสนทนาของบุคคลสำคัญในรัฐบาลพรรคเดโมแครตที่มีการรั่วไหลออกมาของนางฮีลลารี ที่หนึ่งในเนื้อความของอีเมลฉบับวันที่ 29 สิงหาคม 2008 จากเจ้าหน้าที่อวุโสของรัฐบาลกระทรวงต่างประเทศ มีข้อความที่กล่าวถึงคำว่า “Moloch”

"With fingers crossed, the old rabbit's foot out of the box in the attic, I will be sacrificing a chicken in the backyard to Moloch..."

น่าคิดนะครับถ้าเป็นความจริง เทพโมลอคที่น้อยคนแล้วที่จะได้รู้จักกับมัน ทำไมในปัจจุบันถึงยังมีคนที่กล่าวถึงมันบนการสนทนาผ่านอีเมล แถมเนื้อหายังเกี่ยวข้องกับการบูชายันในสวนหลังบ้านให้กับนักการเมืองที่กำลังมีการลงแข่งขันการเลือกตั้งอีกด้วย

ถ้าหากเราลองค้นหาต่อก็จะพบกับเรื่องราวแปลกประหลาดอีกหลายอย่างจากการใช้เทพโมเลคเป็นสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็น ในสื่อภาพยนตร์ วีดีโอเกมฯ นวนิยาย ฯลฯ ปะปนอยู่ในรูปลักษณ์ของวัวกระทิง หรือข่าวลืออื่น ๆ ที่หาข้อมูลได้ยากเช่น การหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กที่อพยพจากสงครามในยูเครน สงครามที่ร้อนระอุในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับ

### ตัดจบ (เขียนต่อไม่ไหวแล้ว)

***คำเตือน : เป็นพาร์ทของความเชื่อทางศาสนศาสตร์ โปรดยกระดับของวิจารณญาณในการอ่าน และอย่านำเอาความคิดเข้าไปจับกับมันมาเกินไป

เอาล่ะ พวกคุณอาจจะกำลังคิดว่าพิธีกรรมการเผาบูชายันเด็กได้จบลงไปแล้วผ่านการทำลายล้างชาวคานาอันของชาวอิสราเอล และเรื่องราวของการบูชาเทพโมลอคที่ปรากฏอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ อย่างลับ ๆ ในปัจจุบันอาจเป็นเพียงแค่การจำลองทางความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นแค่ความเชื่อที่ไม่ได้มีการเผาบูชายันเด็ก ๆ หรือสังเวยชีวิตของมนุษย์อยู่จริง ๆ อย่างในครั้งที่คานาอันยังคงรุ่งเรื่อง

แต่สิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนคือความหมายของสิ่งที่เราเรียกมันว่าเทพโมลอค มันคือตัวแทนของการทำลายล้างเมล็ดพันธุ์ของพระเจ้า ทำลายการให้กำเนิดมนุษยชาติ

“เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้า และพงศ์พันธุ์ของนางด้วย เขาจะทำให้หัวของเจ้านั้นแหลก ส่วนเจ้าจะฉกที่ส้นเท้าของเขา” - ปฐมกาล 3:15

สงครามระหว่างพระเจ้ากับมารซาตานยังคงดำเนินต่อไป และมารผู้ซึ่งไม่ต้องการให้พระวาทของพระเจ้ากลายเป็นความจริงยังคงขัดขวางการถือกำเนิดของผู้ที่จะมาทำลายล้างเชื้อพันธุ์ของมารซาตานให้สิ้นสุดลง

ในครั้งอดีตพวกมันอาจล่อล่วงให้ผู้คนมีใจโน้มเอียงไปในทางที่ชั่ว ถวายบูชาบุตรหลานให้ผ่านไฟเพื่อเทพโมลอค บัดนี้มารยังคงทำหน้าที่ของมันในการล่อล่วงให้มนุษยชาติมีจิตใจโน้มเอียงให้ออกห่างจากพระวาทของพระเจ้าผ่านการทำลาย “สถาบันครอบครัว” จากชายหญิงที่ไม่อาจประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ ”ความรู้สึกของการไม่อยากมีลูก“ จากระบบการเงินที่ทำให้มนุษย์นั้นสิ้นหวัง ”การผิดเพศ“ ที่ทำให้ความเป็นธรรมชาติของการให้กำเนิดเกิดการเสื่อมถอยลง “การทำแท้ง” ที่เป็นการทำลายชีวิตที่จะถือกำเนิดขึ้นมา และอีกหลากหลายวิธีการที่พวกมารจะทำเพื่อไม่ให้วันนั้นของพระเจ้าได้มาถึง

หากผู้อ่านบทความนี้เคยได้อ่านเรื่องราวในวิวรณ์ 6 ถึงเรื่องราวของจตุรอาชากันมาก่อน สำหรับม้าตัวที่ 4 ที่จะมาเพื่อกวาดล้างมนุษย์ชาติถึง 1 ใน 4 จากส่งคราม โรคระบาด และการกันดาลอาหาร และ ”ฤทธิ์อำนาจของมาร“ ส่วนตัวผมเองคิดว่าการลดอัตราการเกิดของมนุษย์ในช่วงเวลาที่มนุษย์กำลังสิ้นหวังในการมีครอบครัวและให้กำเนิดนี้แหละ ที่จะกวาดล้างลดจำนวนประชากรของมนุษยชาติได้ในระดับที่มากซะยิ่งกว่าการเกิดสงคราม โรคระบาด และความอดอยาก ซะอีก

เอาเถอะ ถือว่าอ่านกันเอาสนุก ๆ ก็แล้วกัน บนโลกที่เทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลอย่างก้าวกระโดด ยังคงมีเรื่องราวลีลับที่พวกเราอาจไม่เคยได้รับรู้ เราอาจจะคิดว่ามันเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิดของผู้คนบางกลุ่ม แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ คือ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จยังคงมีอิทธิพลต่อชีวิตของพวกเราทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้ว่าเราจะเชื่อหรือไม่ ชอบหรือไม่ชอบ สนใจหรือไม่ได้สนใจ

สุดท้ายแล้ว พวกมันก็จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเราอยู่ดี

เป็นบทความที่พยายามอธิบายต้นกำเนิดของอารยธรรมของสังคมมนุษย์ จากยุคเมโสโปเตเมีย บริเวณลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟติส และอีกหลายๆ สังคมมนุษย์ในบริเวณนั้น ผ่านหลักฐานทางการค้นพบทางโบราณคดี ประกอบกับวัฒนธรรม จารีต ในสังคมที่สังคมมนุษย์ในยุคนั้น ใช้ในการดำรงชีวิตไปต่อได้ แม้สิ่งนั้นจะยังไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วย ความเป็นวิทยาศาสตร์แบบในยุคปัจจุบัน แต่พวกเขาก็ต้องพยายามหาสิ่งใด สิ่งหนึ่ง หรือ มนุษย์คนนึง ที่สามารถพิสูจน์ตัวของเขาเองได้กับสังคม

ที่จะสามารถอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการธรรมชาติต่างๆ ที่สังคมมนุษย์ในยุคนั้นสงสัยได้ในบริบทของสังคมในยุคนั้นได้ // ในส่วนท้ายที่เกี่ยวกับเรื่องสมคบคิด ผมก็ยังเข้าไม่ถึง และไม่สามารถเข้าใจได้อยู่ดี

nostr:note1qqujt3cenkq88xn7rx30xtehn568tlx449xjqr8v60ag042npr2sx3u8e8

เป็น Quote ที่สนุกดีแห๊ะ.. ผมอยากรู้จริง ๆ นะว่าในหัวของเขากำลังคิดอะไร? ทำไมถึงมีมุมมองต่อการคบหากัน มันถึงเป็นเรื่องของการสร้าง “ผลกำไร” อะไรที่ทำให้เขาคิดว่ากำลังขาดทุน

เวลาที่ผมเดินผ่านขอทานมีแก้วน้ำพลาสติกวางอยู่ ในแก้วมีเศษเหรียญบาทอยู่ไม่กี่เหรียญ ผมเดินผ่าน ผมหยิบแบงค์ยี่สิบใส่แก้วใบนั้น และผมไม่ได้คิดอะไร ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าบุญกุศล

ผมเคยเลี้ยงอาหารผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นมื้อราคาแพง ผมไม่ได้กำลังคบหากับเขา จบจากตรงนั้นเราเดินออกจากร้าน และผมไม่ได้คิดอะไร

ผมเคยเลี้ยงข้าวแฟนเพื่อนระหว่างที่รอเพื่อนผมมารับ เป็นมื้อราคาแพง แฟนเพื่อนผมบอกเกรงใจ ผมบอกว่าไม่เป็นไร และผมไม่ได้คิดอะไร

แฟนผมในปัจจุบัน ชอบการไปคาเฟ่ กาแฟ อาหารดี ๆ ทุกมื้อที่ออกไปกินข้างนอกด้วยกันเราแชร์ค่าอาหาร บางมื้อผมออกปากว่าจะเป็นคนที่จ่ายมันเอง และหลายครั้งในวันสำคัญของขวัญราคาแพงก็จะไปอยู่ต่อหน้าเขาจากเงินของผม และทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้คิดอะไรถึงสุดท้ายแล้วเราจะไม่ได้ไปด้วยกันต่อ

“สิ่งที่สะสมไว้สำหรับผมยังคงอยู่กับตัวของผม” ไม่ได้มีอะไรที่หายไป ในขณะที่เงินที่ถูกใช้เป็นไปเพื่อการตอบสนองกิจกรรมที่ทำร่วมกัน มันเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกแยกเอาไว้

การมองว่าทุกค่าใช้จ่ายในชีวิต ในทุก ๆ กิจกรรมเป็นการลงทุนที่ต้องได้รับ “ผลกำไร” อยู่ตลอดเวลา คนแบบนี้เราเรียกว่า “พวกเอาแต่ได้” ผมคิดว่าเราต้องอยู่ให้ห่าง ๆ จากคนพวกนี้ไว้ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง

เขาอาจจะยึดหลัก self interest ก็ได้นะ แต่คสามสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ 2 คน ที่จะต้องมาอยู่ด้วยกัน ที่อาจจะอยู่กันทั้งชีวิต มันก็ควรคิดแค่ผลประโยชน์ของตัวเอง ควรคิดถึงความรู้สึกอีกคนนึงด้วย

หรือว่า self interest ที่แท้จริงแล้ว ไม่ใช่แค่การคิดเห็นแก่ตัว อะไรที่ดีไม่คิดแย่งคนอื่นในสังคมเลย ถ้าการกระทำเป็นแบบนี้ ผลประโยชน์ส่วนตน ในผลลัพธ์สุดท้าย ผลประโยชน์ที่ได้ของเราอาจจะไม่เหลืออะไรเลนก็ได้ การจะมีประโยชน์ส่วนตน ที่แท้จริงอาจจะคือการ หาสมดุล กับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์อีกหลายคนในสังคมให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเรามากที่สุด

ด้วยกรอบแนวคิดของคนในสังคมมองว่าผู้ชายคือคนที่ มีความแข็งแรง เข้มแข็ง มาตั้งแต่เกิด โดยธรรมชาติ ทำให้การที่ผู้ชายแค่แซวนิดเดียว ก็โดนหาว่าไม่เป็นสุภาพบุรุษแล้ว แต่ถ้าได้ไปฟังการสนทนาในวงสังคมของเหล่าสาวแล้ว พวกเราเหล่าชายแท้ จะไม่รู้จะทนฟังได้นานแค่ใหน

nostr:note1snyq8dq2qf5s8lk2ptcpxz97n6p04req7wax065lckawdjemyvnqyewhhy

Replying to Avatar Naphat09

พอเป็นเรื่องศาสนาอยากชวนตั๋งศึกษาศาสนาฮินดูเลย ส่วนตัวช่วงหลัง blend in หลายอย่างกับฮินดูในเชิง spiritual และปัจเจก เพราะที่ตั๋งศึกษาและเอามาแชร์ส่วนใหญ่มันจะเป็นพวกแนวคิดที่มาจากสังคมพระเจ้าองค์เดียว หรือสังคมที่เชื่อว่ามี suprem lord เพียงหนึ่งเดียว แต่ฮินดูมันวิวัฒน์ออกมาอีกแนวนึงคือใครจะเชื่ออะไรก็เชื่อ ใครอยากจะเชื่อว่า พระวิษณุเป็นเทพสูงสุดก็นับถือฮินดู นิกายไวษณพ ใครนับถือพระศิวะเป็นที่สุดก็แยกไปอีกนิกาย หรือใครนับถืออะไรก็แตกแขนงกันออกไปอีกมากมาย และมีการเขียนคำภีร์หรือตีความตำนานเก่าเพื่อให้ discredit เทพนิกายอื่นก็ยังมี เนื่องจากประเทศอินเดียไม่มีองค์กรศาสนาจากภาครัฐและรัฐบาลอินเดียสมัยใหม่ก็ไม่ได้อิทธิพลเหนือความเชื่อมากนัก เพราะถูกตัดตอนอำนาจไปช่วงอังกฤษปกครอง ศาสนาฮินดูในอินเดียจึงใกล้กับคำว่า ศาสนาในระบบตลาดเสรี พอสมควร

ในรัฐธรรมนูญของอินเดียเขียนว่า อินเดียเป็นรัฐที่ไม่มีศาสนาประจำชาติ หรือ รัฐฆารวาส (secular state) ด้วยแหละ ที่ไม่ได้บังคับคนในประเทศ ว่าจะต้องเป็นศาสนาอะไร ใครนับถืออะไรอยู่ หรืออยากเปลี่ยน ก็ทำได้เลย เหมือนที่ ดร.เอ็มเบ็ดก้า คนร่าง รธน.ที่เดิมเป็น จัณฑาล ในความเชื่อพราหมณ์ ฮินดู สุดท้ายแกทำพิธีประกาศตนเป็นพุทธมามกะเพื่อให้หลุดจากชนชั้นที่ต่ำที่สุดในความเชื่อนั้น ซึ่งเท่าที่ทราบมาแกไม่ได้ศึกษาพุทธ แต่แกแค่ใช้เป็นเครื่องมือในการออกจากชนชั้น (อาจจะไม่ใช่นะ)

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

คำว่า ขวาสุดหรือซ้ายสุด ไม่สามารถใช้ได้ในกติกาแบบประชาธิปไตย ดังนั้นเราคงพูดไม่ได้ว่าขวาสุดหรือซ้ายสุดเป็นเช่นไร นอกเสียจากมีการทริกกี้ หรือ การปฏิวัติขึ้นมาจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ส่วนตัวผมก็ยังเลือก Right Revolution อยู่ดี

รากฐานที่แท้จริงถูกทำลายโดยรัฐที่ไร้เจ้าของประเทศจริงๆ ซึ่งแนวคิดรัฐชาติสมัยใหม่ พยายามปลูกฝังว่าทุกคนคือเจ้าของประเทศ ซึ่งมันทำให้เรามีอำนาจในการกำหนดสังคม ที่ไม่ชัดเจน ส่วนตัวผมมองว่ามีเพียง ideal ที่เราเป็นเจ้าของ แต่เรื่อง asset คือผู้กำหนดผมว่ายังไงกษัตริย์ก็ดีกว่าประชาธิปไตย(แม้ว่าผมจะเกลียด จักรีนิยม ที่ทั้งโคตรตระกูลแม่งจะชอบทำตามกระแสโลก)

ผมมองว่า BTC ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับรัฐศาสตร์ แค่เป็นกลยุทธน์ในเรื่องทุน ซึ่งรัฐที่มีทุนเยอะหรือหา มูลค่า ที่กักเก็บความมั่นคงทางความขาดแคลนได้ จะสร้างสิ่งที่ ศิวิลัย ขึ้นมาใหม่ได้ รวมถึงวัฒนธรรม

วัฒนธรรมไม่ได้มีมีคุณค่า แต่คนต่างหากที่ให้คุณค่า นั่นแหละ การปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนจึงนำมาสู่ความล้มเหลว กลายเป็นการบูชาตัวบุคคลอย่างเผด็จการ หรือ พูดง่ายๆ ว่า ล้มล้างเพื่อสร้างวัฒนธรรมอันปัญญาอ่อนขึ้นมา จากพวกคอมมิวนิส

ไม่ว่าจะ right revolution หรือ left revolution

ผมมองว่ามันคือกระบวนการที่ระบบสังคมมนุษย์ในสมัยที่สังคมได้นำคอนเซ็ปต์รัฐชาติมาใช้ ในการแบ่งผลประโยชน์แทนระเบียบของรัฐโบราณ ในยุคก่อน ที่ยังไม่ตกผลึกการจัดสรรผลประโยชน์ทางทรัพยากรณ์ กับระเบียบรัฐชาติที่นำมาใช้

คอนเซปต์รัฐชาติเกิดในพื้นที่ยุโรปตะวันตก ช่วงปลายยุคกลาง และแพร่กระจายคอนเซ็ปต์เรื่องรัฐชาติ ไปพื้นที่อื่นของโลก อย่างซีกโลกตะวันออก ผ่านการวิวัฒนาการการเดินเรือที่ไปได้ใกล ประกอบการการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้ ต้องการทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น จนทำให้มีการไปแสวงหาดินแดนอื่นที่ไม่เคยไป และได้นำแนวคิดการปกครองของตนไปครอบทับ ลักษณะสังคมการปกครองของพื้นที่ในเอเชียตะวันออก ที่มีความสัมพันธ์ วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ ไม่เหมือนกับพื้นทีืในยุโรป

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

คำถามเรื่อง de-private property กับตลาดเสรี นี่เป็นอะไรที่ปัญญาอ่อนมาก

หากเป็นชาวบิตคอยเนอร์ถามชาวบิตคอยเนอร์ด้วยกันเองก็ง่ายๆ

ส่งบิตคอยน์คุณให้รัฐ คุณรู้สึกฟินน้ำแตกไหม? โอ้ว เอาใหม่ดีกว่า รัฐพังประตูบ้านคุณเพื่อยึดบิตคอยน์ หรือ ทำลายคุณไปเลย

ผมไม่อยากจะพูดว่าคำพูดที่ว่า พรรคไหนก็โจรเหมือนกัน นั่นคือเรื่องจริง แต่เป็นความคิดของคนโง่ ไร้การศึกษา แม้แต่เรื่องปรัชญาง่ายๆ รวมถคงเรื่องที่มึงศึกษา มึงยังไม่รู้เลยว่าเป็นเรื่องอะไร

ดังนั้นเราต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานของเสรีนิยมในเรื่องการถือครองทรัพย์สินให้ได้ก่อน

วันนี้รัฐบาลพรรคเคนเชี่ยนนิยม ยังไม่ยึดทรัพย์ แต่ดันมาทำลายทรัพย์ คุณ สิ่งที่คุณทำได้คือเพิ่มจำนวนปริมาณความมั่นคง นี่คือสิ่งที่นายทุนทุกคนจะทำ และมันเป็นเช่นนั้น

แต่ถ้าวันไหนพรรคสังคมนิยมขึ้นมามีบทบาทเกมจะเปลี่ยนทันที เพราะ รัฐบาลที่สิทธิ์ในการใช้กฏหมายต่างๆ ในการแทรกแทรงบทบาทของภาคประชาชน รวมถึงการยึดทรัพย์หรือพูดง่ายๆ take over by the law นี่มันเผด็จการครับ ไม่ต่างจาก Vladimir Lenin ยุคที่เข้ามามีบทบาทในงานการเมืองเริ่มแรก

กลับมาที่พื้นฐาน private property คือสิ่งของหรือทรัพย์ที่ได้มาโดยตัวบุคคลกับบุคคล จากการแลกเปลี่ยน หรือ การสมยอมทั้งสองฝ่าย(รวมถึงสงคราม((Post Enlightenment) )

ซึ่งปัญหาคือคู่กระทำสัญญาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันคือ รัฐ

ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นหากยุคที่รัฐบาลไม่ได้เข้ามามีอำนาจมากขึ้นหลังยุค รัฐชาติสมัยใหม่ ตั้งแต่ปฏิวัติรัสเซียและการรวมดินแดนขนาดใหญ่ อเมริกายุคระหว่างสงครามโลกหลังยึดทองคำประชาชน อังกฤษยุคก่อนตึงมูลค่าทองคำกับอัตราแลกเปลี่ยนของรัฐบาล

ในฐานะ Bitcoiner หากคุณเชื่อมั่นในตลาดเสรี คุณเชื่อไหมหล่ะว่าในโลกนี้มีโจร

และการโจรกรรมไม่ได้มาในรูปแบบเดียว นอกจากการทำลายทรัพย์ มันยังมาในรูปแบบการยึดทรัพย์ด้วยระบบห่วยๆ ในการขึ้นเป็นรัฐบาล กับฝันเปียกของพวกสังคมนิยม

ดังนั้นคำตอบที่ว่ารัฐบาลไหนก็โจรเหมือนกัน เป็นคำตอบที่ดี แต่ไม่ใช่ทุกอย่างจะถูกไปหมด เพราะถ้ารัฐบาลนี้ห่วยเพราะการทำลาย เราจะเลือกโจรที่มาปล้นทรัพย์เราอีกทำไม ?

#siamstr

#มีแต่คนโง่ที่เลือกพรรคก้าวไกล

ใช่เลย อุดมการณ์การเมืองไม่ว่าจะซ้ายสุด ซ้ายกลาง ขวากลาง ขวาสุด ที่เป็นอุดมการณ์ที่กระแสหลักพูดถึงในปัจจุบัน มันคือ อุดมการณ์ที่อยู่ในกรอบความคิดของระบบรัฐชาติสมัยใหม่ หลังจบยุคกลาง ที่ผู้ปกครองที่สร้างสมอำนาจมาแต่เดิมได้ตั้งรัฐ บริหารรัฐแบบใหม่ ที่ไม่ได้ให้อิสระกับหน่วยปกครองระดับย่อย แบบสมัยก่อนหน้า

แต่จากยุคแรกของสมัยรัฐชาติ การรวมศูนย์อำนาจก็คงไม่ได้ทำได้ขนาดนี้ที่สามารถบริหารจากส่วนกลางไปยังพื้นที่ได้ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งมันก็คงเกิดจาก การพัฒนาคิดค้นของเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร การเดินทาง ที่ทันสมัยที่ทำให้ระเบียบของรัฐชาติสมัยใหม่ เข้มงวด และควบคุมได้มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน

ตามความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า ทั้งหมดนี้มันคือ ภาพรวมวัฏจักรวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ที่พยายามแก้ปัญหาที่เกิดจากปัจเจกของแต่ละคนในแต่ยุคสมัย และในยุคสมัยปัจจุบัน ปัญหาที่หลายคนในสังคมมองว่าคือปัญหาคือการรวมศูนย์อำนาจไว้ไม่กี่คนโลก เพื่อวางแผนสังคมภาพรวมในโลก แล้วผลลัพธ์ที่ออกมามันทำให้สังคมภาพรวมเกิดปัญหา

การเกิดขึ้นมาของ btc ระบบนการสื่อสารของมนุษย์ที่ยังไม่สามารถที่มนุษย์คนใดคนหนึ่งเข้ามากำหนดควบคุมได้ มันคือเครื่องมือหนึ่งที่ สังคมมนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสังมนุษย์เอง เหมือนการเกิดขึ้นมาของ ระเบียบรัฐชาติ ก็เพื่อแก้ปัญหาระเบียบสังคมในยุคกลางในสมัยนั้น นั่นแหละที่ผมมองว่ามันคือวัฏจักรของมนุษย์ในธรรมชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

กลับมาตอบย่อหน้าแรกว่าการแบ่งอุดมการณ์ในภาพกว้างกว่าที่กระแสหลักมอง คือ 1.อุดมการณ์ฝั่งร่วมศูนย์อำนาจไว้ที่ผู้ปกครอง และในฝั่งนี้ก็จะพยายามหาวิธีให้ได้ซึ่งผู้ปกครองที่ดีที่สุด 2.อุดมการณ์ที่ไม่ต้องการให้ผู้ปกครองมึอำนาจในมือมากเกินความจำเป็น หรือ มีให้น้อยที่สุด และเชื่อในความสามารถของปัจเจก และเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความหลากหลาย ไม่สามารถควบคุม วางแผนจาก กลุ่มคนไม่กี่กลุ่ม ไม่กี่คนได้

Replying to Avatar Pong 🟠

เห็นพนักงานขายของไอทีร้านหนึ่ง

เห็นแล้วหงุดหงิดมาก ลูกค้าคนนึงมาถามหา ssd ใช้กับ iPhone 15 Pro Max

พนักงานตอบเสียงแข็งเลยว่าใช้ได้ยี่ห้อเดียว

เสียบสายแล้วขึ้นเลยมีสาย USB-C มาให้ครบ

แต่จริงๆแล้วในร้านนั้นมีขายอยู่ประมาณสามยี่ห้อ

แล้วทุกยี่ห้อก็ให้สาย USB-C มาเหมือนกัน

แถมยังใช้กับ iPhone ได้เหมือนกันด้วยเสียบสายแล้วก็ติดเลย

เห็นแล้วหงุดหงิดมากสุดท้ายต้องเดินไปแอบกระซิบว่ามันใช้ได้ทุกยี่ห้อครับพี่

เค้ามาด้วยความกังวลใจ กลัวว่าบางยี่ห้อมันจะใช้ไม่ได้ ก็ยังไปทำให้เค้าเข้าใจผิดอีก

แค่เงินไม่กี่บาทก็ทำให้คนเรามันสามารถทำอะไรแบบนี้กันได้นะโกหกคนหนึ่งคนเพื่อยอดขายเพิ่มขึ้นไม่กี่บาท กลายเป็นวงจรอุบาทว์ไปแล้วล่ะ

แล้วบางทีมันก็จะมีคนที่เข้าใจผิดแบบเนี่ย แล้วก็มาคอมเม้นต์ตบตีกับคนอื่นกลายเป็นเกรียนคีย์บอร์ดอีก

#Siamste

ถ้ามองมุมของเซลล์ ที่ว่าทำไมจะต้องบอกข้อมูลลูกค้าแค่นั้น เพราะต้องการจะขาย สินค้ายี่ห้อนั้นที่ได้ คอมมิสชั่น มากกว่า บางทีก็สงสารพนักงานขายนะ เงินเดือนพื้นฐานส่วนใหญ่แค่ หมื่นต้นๆ แล้วต้องทำยอดใก็ได้คอมมิชชั่น เพื่อที่จะได้มีรายได้ พออยู่ได้

ปล.เมื่อปีที่แล้วผมพึ่งเป็นเซลล์ขายมือถือร้านซื้อแดงในห้างเจ้านึงแต่ลาออกมาครึ่งปีละทำได้ 6 เดือน ตอนนั้นผมก็อธิบายข้อมูลสินค้าให้ลูกค้าตามจริงตลอด แต่ต้องทนกับเพื่อนพนักงานในร้าน กับ area maneger กดดัน บ่นทวงยอดสินค้าที่บริษัทต้องการให้ทำยอดมากกว่า ทั้งที่สินค้าอื่นดีกว่า และลูกค้าจ่ายเงินซื้อได้

Replying to Avatar satuser

Cassandra (แคสแซนดรา) เป็นระบบจัดการฐานข้อมูลแบบกระจาย (distributed database management system) ที่พัฒนาโดยบริษัท Apache Software Foundation โดยมีคุณสมบัติสำคัญดังนี้

- เป็นฐานข้อมูลแบบ NoSQL ที่เหมาะสำหรับการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และรองรับการใช้งานที่มีการเข้าถึงข้อมูลพร้อมกันจำนวนมาก

- มีสถาปัตยกรรมแบบกระจาย (decentralized) ที่สามารถทำงานข้ามเครื่องเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากได้ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความพร้อมใช้งาน

- รองรับการ scale ในแนวนอน (horizontal scaling) โดยการเพิ่มโหนดเข้าไปในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

- ใช้ query language ที่คล้ายกับ SQL ชื่อว่า CQL (Cassandra Query Language) ง่ายต่อการเรียนรู้สำหรับนักพัฒนา

- มีคุณสมบัติทน fault (fault-tolerant) สูงผ่านการทำ replication ของข้อมูล สามารถรองรับการล้มเหลวของโหนดบางส่วนได้

- ให้ consistency แบบ tunable consistency ที่ยืดหยุ่น สามารถปรับได้ตามความต้องการของระบบ

- เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ไม่มีค่าใช้จ่ายในการนำมาใช้งาน

Cassandra ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายโดยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Apple, Netflix, Instagram, Spotify สำหรับระบบที่ต้องรองรับการใช้งานหนัก เช่น ระบบแนะนำคอนเทนต์ (recommendation engine), ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่, ระบบเก็บล็อกข้อมูล เป็นต้น

ด้วยความสามารถที่โดดเด่น ทำให้ #Cassandra เป็นหนึ่งในระบบฐานข้อมูลยอดนิยมสำหรับองค์กรที่ต้องจัดการกับข้อมูลจำนวนมาก และต้องการความน่าเชื่อถือสูงในการให้บริการแอปพลิเคชันสมัยใหม่​​​​​​​​​​​​​​​​

#siamstr #claudestr

มันคล้ายๆ ผู้ที่ให้บริการ CDN ที่วางเซิฟเวอร์ไว้ตาม operator ผู้ให้บริการโครงข่ายไหมคับ

Replying to Avatar Gawyn ⚡

แอบส่องดู บรรยากาศผ่านๆ ในงาน Bitcoin Asia ที่ฮ่องกง

บูทเยอะ สปอนเซอร์แน่น Speaker ดูดี แต่ Attendees อาจจะยังสู้งานไทยไม่ได้

อย่างว่า งาน Bitcoin conference ทั่วโลกเหมือนจัดงานให้ชาวต่างชาติมาเที่ยว : บิทคอยเนอร์ยุโรปไปเที่ยวงานเมกา บิทคอยเนอร์เอเชียไปเที่ยวงานยุโรป บิทคอยเนอร์เมกาไปเที่ยวงานเอเชีย วนๆ กันไป สนุกสนาน / กลับกัน งานไทย คนไทย นั่งตาแดงกันเต็มฮอลล์ ฝรั่งอึ้ง เอเชี่ยนงง ทำไมคนไทยมีบิทคอยเนอร์เยอะขนาดนี้ พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย

กลับมาที่ฮ่องกง ซึ่ง Proudly present อย่างเต็มปากในงานว่า เขาคือ “Bitcoin Frontier in Asia” ด้วยหลายปัจจัย เช่น มี ETF และ กฏหมายที่เอื้อ เพราะเป็น Hub ของ Traditional finance อยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าจีน(Mainland) ที่ประกาศแบนการใช้งาน Bitcoin ทั้งการทำธุรกรรมและเหมือง แต่ก็ยังอยากมี Exposure ใน Bitcoin อยู่ จึงจำเป็นต้องกระทำการผ่านฮ่องกงนี่แหล่ะ (ถึงแม้ปัจจุบันนักลงทุนชาวจีนจะยังมาลงทุนใน Hong Kong Bitcoin spot ETF ไม่ได้ก็ตาม)

Anyway ดูแล้วยิ่งเสียดาย กฏหมายงี่เง่าล้าหลังของไทยทำให้เราอาจจะไปไหนไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ ศักยภาพในการเป็น Bitcoin hub of Asia (or even the world ??) ของเราไม่ได้แพ้ฮ่องกงเลยแม้แต่น้อย

โครงสร้างพื้นฐานของไทย น้ำไฟ ถนน โรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ สถานที่ท่องเที่ยว พร้อมรับ Bitcoin Nomad จากทั่วโลกได้พร้อมกันโดยไม่ต้องสร้างอะไรเพิ่มเลย

อย่างไรก็ตาม เราที่เชื่อในกลไกตลาด ยังเชื่อว่าสักวันรัฐไทยจะหมุนไปตามบิทคอยน์อย่างแน่นอน ต่อให้ไม่ใช่ประเทศแรกๆ แต่คงไม่ใช้กลุ่มสุดท้าย เพราะว่าพวกเราบิทคอยเนอร์ไทยนี่แหล่ะ ที่ค่อยๆ ขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากสิบเป็นร้อย ร้อยเป็นพัน จนทุกวันนี่น่าจะหลักหมื่นคน ซึ่งไม่น้อยเลยสำหรับประเทศระดับนี้

#Siamstr มาประกาศศักดาให้โลกรู้กันนะที่ #TBC2024 นี้ อยากไปแล้ววโว้ยย 🔥🤩

ในระบบการเมืองไทยอาจจะยาก ลองมองไปที่นักการเมืองในทุกพรรคการเมืองในบ้านเราสิ มีพรรคไหนบ้างที่มีแนวคิดแบบอิสระนิยม โดยแก่นแท้บ้าง ไม่มีเลย ทุกพรรคดำเนินนโยบายแบบสังคมนิยมทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองขั้วใหนก็ตาม

กลไกตลาดเสรีในธรรมชาติของสังคมมนุษย์ตั้งแต่การเริ่มต้นการมีอยู่ของมนุษย์ ผ่านการเปลี่ยนผ่าน ไปสู่ยุคสมัย ในแต่ละยุคที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรทางเศรษฐกิจในภาพรวมทั้งหมดไหม?

ซึ่งแนวคิดกระแสหลักในปัจจุบันในสังคม ที่เป็นแนวคิดแบบสังคมนิยม และการรวมศูนย์อำนาจ เพื่อให้ ผู้มีอำนาจมีอำนาจปกครองและควบคุมมนุษย์ในสังคมได้ ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในวัฏจักรที่กำลังพิสูจน์ตัวเองว่า มันดีหรือไม่ดีต่อสังคมมนุษย์ โดยมีแนวคิดอื่นๆ เข้ามาโต้แย้ง ผ่านกาลเวลามามากมาย และในที่สุด มนุษย์ในสังคมก็จะเลือกได้เองว่าสิ่งใหนจะดีที่สุดต่อพวกเขา

แต่นั่นแหละ เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องภาพรวมของสังคมมนุษย์ที่จะเลือก มันต้องใช้เวลาที่มากพอ เพื่อให้สังคมรู้ว่าอะไรดีต่อพวกเขา

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ความคิดส่วนตัวเราเชื่อว่าวัฏจักรเศรษฐกิจทางสังคมปัจจุบันคือช่วงเวลาที่กำลังพึ่งจะเริ่มเสื่อมความนิยม จากการขึ้นถึงจุดสูงสุดของวัฏจักรรอบนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจถึงขีดสุดของผู้มีอำนาจ ผู้ปกครองในโลก

ซึ่งมันเริ่มทำให้สังคมมนุษย์บางส่วนเริ่มเดือดร้อนจากสิ่งนั้น และการใช้อำนาจแบบนั้น มันหลีกไม่พ้นที่สังคมบางส่วนตอนนี้จะตั้งคำถามว่า การทำแบบนั้นเป็นการทำลายธรรมชาติของโลกในทุกแง่มุม ทั้งธรรมชาติของสังคมมนุษย์ และทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมไม่ได้รับการฟื้นตัว ที่เป็นผลให้สภาพแวดล้อมในโลก แปรปวนแบบในทุกวันนี้

#SiamSTR

ตั้งแต่ผมได้ศึกษาอุดมการของการเกิดมาของบิตคอยน์ ทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามกับทฤษฎีเชิงปรัชญาการเมือง ที่เคยเรียน ศึกษาเรื่อง ธรรมชาติของสังคมมนุษย์ก่อนที่จะเริ่มมีพัฒนาการของสังคมให้มีการรวมศูนย์อำนาจการปกครองที่คน คนเดียว กลุ่มเดียว

ว่าจริงหรอ? ที่หลายทฎษฎีของนักคิดกลุ่มสัญญาประชาคม เช่น ฮ็อบ ล็อค ที่จำลองสันนิษฐานว่าสาเหตุที่มนุษย์ยินยอมมอบเสรีภาพให้มนุษย์คนที่แข็งแกร่งกว่าเป็น

ผู้ปกครอง เพราะว่าสังคมมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติ ไร้การมีรัฐนั้นไม่ปลอดภัย อันตราย จนนักคิดเหล่านี้บอกว่าเป็นสภาวะสงคราม มันไม่ปลอดภัยจริงหรอ หรือมันเป็นแค่ทฎษฎี

ที่เพื่อให้ผู้มีอำนาจใช้เป็นข้ออ้างในการรวมศูนย์อำนาจในรัฐชาติสมัยใหม่

แต่เหตุผลของ รุสโซ ที่เป็นนักคิดที่เชื่อเรื่องการเกิดรัฐคล้ายๆกับสองคนนั้น แต่เหตุผลของรุสโซ ที่บอกว่าที่สังคมก่อนการเกิดรัฐ

ไม่ปลอดภัยเพราะ การที่มนุษย์ 2 คน

ชาย หญิง มีความสัมพันธ์กัน และเริ่มสร้างครอบครัวกันว่านั่นคือ ต้นเหตุเริ่มต้นของความไม่ปลอดภัยในสังคมมนุษย์ และทำให้เป็นสาเหตุของการเกิดรัฐ

จากความคิดของรุสโซ ทำให้ผมตั้งคำถามว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แสดงว่า การที่มนุษย์มีความสัมพันธ์เริ่มจาก จุดเล็กๆ อย่างครอบครัว และทำให้สังคมมนุษย์ใหญ่ พัฒนาการรวมศูนย์อำนาจ ที่คน กลุ่มคนไม่กี่คน หรือเป็นเพราะธรรมชาติมนุษย์ คือความทะเยอทะยาน พัฒนาตัวเอง เพื่อให้เหนือกว่ามนุษย์อีกหลายๆคนไปเรื่อยๆ จนทำให้สังคมทุกวันนี้ มีแค่มนุษย์ ไม่กี่คน กลุ่มคนสามารถควบคุมมนุษย์ในสังคมได้ หรือทั้งหมดนี้คือกลไกวัฏจักรของสังคมมนุษย์ที่ทำให้มาถึงจุดนี้ และการเกิดมาและการที่ บิตคอยน์ เติบโตมาเป็นสิ่งที่รัฐรวมศูนย์ไม่ชอบ คือหนึ่งในวัฏจักรของสังคมมนุษย์ที่ เมื่อสู่จุดสูงสุด และมันก็จะ เริ่มลงต่ำ ให้สังคมมนุษย์เริ่มกระจายศูนย์ จากอำนาจ

แบบที่ทฤษฎีที่ได้รางวัลโนเบล ทฤษฎีเดียวของคุณ F.A. Hayek ที่ว่าด้วยเรื่อง วัฏจักรของกลไกตลาดเสรี

จากรายการ Bitcoin Talk181 ในวันนี้ทำให้ผมตั้งคำถามของทฤษฎีที่บอกว่า ธรรมชาติของมนุษย์ในสภาวะที่ไม่มีรัฐ ไม่มีมนุษย์คนใดคนนึงมาควบคุม มันไม่ปลอดภัย จริงหรอ? หรือมันเป็นแค่ข้ออ้างของการสร้างรัฐรวมศูนย์อำนาจยุคใหม่? มันก็ยังเป็นข้อสงสัยที่จะต้องหาคำตอบให้ตัวเองต่อไป

https://www.youtube.com/live/cdSbK7dz9hg?si=NVyoApwEnWl5Epwz

#SiamSTR

เห็นเขามีการ์ด nft แต่ที่ผมสนใจคือเขามีตั๋วพิเศษ ที่มี HW ของ one key น่าสน เพราะมีวงอยากไปดูอยู่แล้ว