Avatar
Somnuke
30aeab00931a8a6d4a3f9e8cfa255abf5f87f3091a8efe0bf24afe8c2eec28f5
ผมชื่อสมนึก มาจากองค์การสร้างความปวดกบาลแห่งชาติ

ดังผู้ยิ่งใหญ่ที่รู้ดีทุกเรื่องอย่างคนชื่อ "เค้า" ได้กล่าวไว้ว่า "ความจริงนั้นช้า ทำไมความจริงไม่ขี่มอไซ"

ไม่ต้องขอบใจนะครับ ยินดีมากและเกรงใจด้วย

Replying to Avatar AM I

#siamstr

หนึ่งยักษ์ใหญ่แห่งวงการสมาร์ตโฟนของโลก จากประเทศเกาหลีใต้ ที่เป็นถึงกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และมีมูลค่าส่งออกถึง 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมดของเกาหลีในปี 2021 กำลังถูกท้าทาย เพราะปัจจุบันกระแสสังคมเริ่มเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่มองว่าบทบาทของแชโบลไม่ได้เหมาะกับโลกปัจจุบัน ซ้ำยังบ่มเพาะการเล่นพรรคพวกและคอร์รัปชันที่บิดเบือนกลไกตลาดอีกด้วย ทำให้สาธารณชนจับตามองความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับการเมืองอย่างละเอียดมากขึ้น

อ่านเบื้องหลังการเติบโต การหักหลัง ประวัติศาสตร์อันดำมืด และความท้าทาย จากบทความที่ยิ่งกว่าซีรี่ส์เกาหลี ใน The Cloud โดย ดร.กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ ศาสตราจารย์ที่ University of California San Diego (UCSD) และผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย

https://readthecloud.co/samsung-group/?fbclid=IwAR1mX3F8inhK35-TJUNYFH-pgYTyiGml11JQ3woNR2UB5e1b6Af-ceNoYi0

ต้องเป็นครอบครัวต๊กบ๊กกีแน่เลย พูดชื่อไปใครๆ ก็รู้จัก

พ่อหนุ่มใช่คนไทยไหมครับ ผมจะได้เลือกภาษาที่จะคุยด้วยถูก

Replying to Avatar Nataphol

ผมเห็นคนอยากมีสุขภาพดีแล้วก็บอกว่าจะรักษาสุขภาพมากขึ้น

แต่มีไม่ถึง 1% ที่จะศึกษาและทดลองอย่างจริงจัง

เอาแค่ดูคลิปยูทูปสักชั่วโมงนึง ความรู้ฟรีๆที่เสียแค่เวลายังไม่อยากลงทุนเลย

ทุกครั้งที่เจอสถานการณ์นี้ผมมักจะนึกถึงโควตนี้ในใจ..

"If you don't have time to do it right, when will you have time to do it over?"

เวลาสุขภาพแย่ลงแล้วมันออกอาการ มันแย่มากนะครับ ไม่มีอะไรในโลกนี้จะมาแทนที่การมีสุขภาพที่ดีขึ้นหลังจากการป่วยหนักได้เลย

เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งใกล้ตัวที่ถ้าไม่ลองทำด้วยตัวเอง เราจะไม่มีวันเข้าใจมันเลย ต่อให้จะรู้ทฤษฎีมากแค่ไหนก็ตาม ขอย้ำว่า “ไม่มีวัน”

ผมเคยใช้พลังงานและเวลามากกับการนั่งบอกคนรอบตัวให้รักษาสุขภาพ จนค้นพบว่า มันไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเลย เสียความรู้สึก ผิดหวัง เหนื่อย

หลังๆมาจึงเลือกช่างแม่งกับการตัดสินใจด้านสุขภาพของคน

อื่นแล้วมาโฟกัสที่ตัวเองให้มากที่สุด กลายเป็นมีความสุขขึ้นเยอะเลย

#siamstr

ใช่ครับ ผมเป็นสายออกกำลังกายในร่มผ้า ดังนั้นผมจึงหมกหมุ่นกับการดูคลิปได้ทั้งวันเลย สุขภาพที่ดีและกล้ามแขนขวาเป็นมัดๆ มันคือผลพลอยได้จากความมีวินัยของเรานั่นเอง

"อย่างสีเหลือง" โชคชะตาเอ่ยถาม

Replying to Avatar Stellar ✨🪐

ก่อนนอนวันนี้นึกอยากจะแชร์มุมมองหนึ่งซึ่งว่ากันด้วยเรื่อง "โชคชะตา" ✨

ไม่แน่ใจว่าหลายคนในที่นี้มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไงแต่ผมอยากจะลองแชร์ของผมให้ฟังกันนะครับ 🤩

โชคชะตาแรกที่เกิดขึ้นในชีวิต และ ทำให้มันหล่อหลอมความเชื่อในส่วนนี้ขึ้นมา คือ การที่ผมเกิดในยุคหลังความเจริญรุ่งเรืองของครอบครัว หรือ เรียกได้ว่าช่วงยุคมือที่ทุกอย่างลงเหว จากบ้านที่เคยมี sound money อย่างทองคำกับกลายเป็นมีหนี้ท่วมหัวเพราะการพนัน ผมไม่เคยเอ่ยปากขออะไรแล้วก็ได้ทันทีเหมือนตอนรุ่นพี่ๆ แต่ผมก็ไม่ใช่ว่าผมไม่ได้อะไรเลยจากพ่อกับแม่ พวกเขาก็ยังดูแลผมอย่างดี และเอาจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไรส่วนนี้ เพราะผมมีชีวิตวัยเด็กที่มีความสุขมากเพราะครอบครัวของผม ซึ่งการที่โชคชะตาเล่นตลกเกิดมาผิด timing นี่แหละเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมคิดว่าแล้วผมจะทำยังไงให้ครอบครัวกลับไปมั่งมี หรือ สุขสบายเหมือนแต่ก่อน

โชคชะตาที่สอง ก็คือ การที่ผมได้มาเจอเพื่อนๆในปัจจุบันของผม ทั้งเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ ซึ่งทุกอย่างมันเริ่มมาจากการที่ผมเคยให้สัญญากับแม่ว่าผมจะตั้งใจเรียนตอนเด็กๆ เพราะอย่างที่รู้ว่าเราก็อยากช่วยครอบครัวให้มาสบายเหมือนเดิมอะเนาะ เราก็เลยถูกปลูกฝังว่าต้องเรียนให้เก่งนะ แล้วจะได้มีงานดีๆทำและมีเงินมาเลี้ยงดูคนในครอบครัว ซึ่งตามประสาเด็กเราก็ให้สัญญาไปงั้นแหละ แต่มีช่วง ป.4 ที่ไม่รู้อะไรเข้าสิง ผมกลับมาตั้งใจเรียนและได้เขยิบขึ้นมาห้องต้นๆ (แต่เอาจริงก็เหมือนแค่พยายามรักษาสัญญาที่ให้กับแม่แค่ช่วงนั้น ไม่ได้คิดจะตั้งใจเรียนให้เก่งจริงๆ) และ ได้เจอกับเพื่อนๆในปัจจุบันของผม ซึ่งก็เหมือนเพื่อนแท้เลยทีเดียว การตัดสินใจในวันนั้นก็ส่งผมให้ได้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมสังคมดีที่ดี ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเรื่อย ได้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้น คิดไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าไม่มีแรงฮึดตอน ป.4 ตัวเองจะไปอยู่จุดไหน 🤓

โชคชะตาที่สาม ก็คือ การที่ผมสอบติด มหาลัยที่ผมอยากเข้าได้โดยโอกาสที่จะได้แทบจะไม่มีเลยตอนนั้น และ ช่วง ม.6 เป็นช่วงที่ผมเหลวแหลกมากที่สุดแล้ว 555555 คะแนน admission ใน เว็บเด็กดี บอกว่าผมไม่มีทางติดแน่ๆ แต่ผมก็ยังดึงดันเลือกไป เพราะความชอบส่วนตัว ซึ่งตอนที่รอผลประกาศ admission ตอนนั้น ช่วง 3 วิ ก่อนที่เว็บ True จะประกาศ ผมคิดในใจว่า "คนเราจะได้อยู่ที่ไหนก็คงได้อยู่ที่นั่น" ปรากฏว่ามันติดเฉยเลย ผมอึ้งจริงๆ แบบแทบน้ำตาไหล เพราะอย่างน้อยก็เอาไปอวดแม่ได้ ทำให้แม่ภูมิใจได้ ซึ่งที่ผมคิดว่าเป็นโชคชะตาเพราะภายหลังผมมารู้ว่าคะแนนผมผ่านมาแค่นิดเดียวแบบรองสุดท้าย แต่สุดท้ายตอนจบก็ถือว่าเกียรตินิยมนะเคิ้บ (ไม่รู้ได้ไง) ซึ่งการได้ไปเรียนที่มหาลัยนี้ก็ส่งผลให้ผมไปเจอเพื่อนมหาลัยที่ดีมากๆเลย ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังสนิทและนี่มีแอบป้ายยาเรื่อง Bitcoin บ้าง 55555 😆

โชคชะตาสุดท้าย คงเป็นเรื่องการมา Canada ซึ่งเรารู้กันดีว่าในช่วงปีหรือสองปีที่ผ่านมา กระแสการย้ายประเทศหนักมาก ฝ่ายซ้ายต่างๆ บลาๆ เราคงไม่ต้องพูดเรื่องนี้เยอะ แต่เอาจริงๆ ส่วนตัวผมอยากลองมาใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศอยู่แล้วแค่กระแสก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันขึ้นมาอีก ที่มันเป็นโชคชะตาเพราะผมไม่คิดหรอกว่าจะได้มา เพราะ ตอนทำวีซ่าก็เรียกได้ว่ามีปัญหาเยอะแยะไปหมด เพราะครอบครับผมไม่ได้มี statement ที่จะยื่นรองรับค่าเรียนได้ เลยต้องไปยืมของน้าสาวมา และ ระหว่างนั้นก็มีปัญหาเรื่องเอกสารที่เรียกได้ว่า มีโอกาสที่จะไม่ผ่านแบบ 50/50 แต่สุดท้ายวีซ่าก็ได้ approve แบบ งงๆ และได้มาอยู่ที่นี่กว่า 10 เดือนแล้ว 💪🏻

และต่อจากนี้ก็น่าสนใจว่าโชคชะตาจะพาผมไปไหน เพราะ ที่มา Canada ก็เรียกได้ว่าผิดช่วงมากๆ Inflation เอย regulation ต่างๆ ที่อาจจะไม่เอื้อตอนการขออยู่ยาว (Permanent Resident) งานที่หายากมาก เพราะ immigrants มาเยอะกันมากๆ และ เห็นว่าเรื่องการเมืองที่นี่ก็หวั่นๆว่าจะมีเรื่องอยู่ระหว่างฝ่ายซ้ายและขวา (ยังไม่ได้ไปตามข่าว เดะตามแล้วมาเล่าให้ฟังนะครับ)

ที่เล่ามาทั้งหมดก็ต้องยกเครดิตให้ตัวเองด้วยแหละที่พยายามมาได้ขนาดนี้ อาจจะไม่สุดความสามารถแต่อย่างน้อยเราก็พยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อให้มันเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางช่วงเวลาของชีวิต มันมีเรื่องโชคเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างอธิบายไม่ได้ บางครั้งอาจจะทำให้ชีวิตง่าย บางครั้งอาจจะยาก ก็แล้วแต่เส้นชะตาของชีวิต

แล้วเพื่อนๆใน #Siamstr ละครับ มีเรื่องโชคชะตาอะไรมาแชร์กันบ้าง💖

สำหรับคืนนี้ต้องนอนแล้ว GN ครับ ทุกท่าน 🌙✨

ว่างๆ มาเล่าวีรกรรมของท่านผู้นำ จัสติน ทรูโด ให้ฟังมั่งสิครับ

Replying to Avatar Stellar ✨🪐

ก่อนนอนวันนี้นึกอยากจะแชร์มุมมองหนึ่งซึ่งว่ากันด้วยเรื่อง "โชคชะตา" ✨

ไม่แน่ใจว่าหลายคนในที่นี้มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไงแต่ผมอยากจะลองแชร์ของผมให้ฟังกันนะครับ 🤩

โชคชะตาแรกที่เกิดขึ้นในชีวิต และ ทำให้มันหล่อหลอมความเชื่อในส่วนนี้ขึ้นมา คือ การที่ผมเกิดในยุคหลังความเจริญรุ่งเรืองของครอบครัว หรือ เรียกได้ว่าช่วงยุคมือที่ทุกอย่างลงเหว จากบ้านที่เคยมี sound money อย่างทองคำกับกลายเป็นมีหนี้ท่วมหัวเพราะการพนัน ผมไม่เคยเอ่ยปากขออะไรแล้วก็ได้ทันทีเหมือนตอนรุ่นพี่ๆ แต่ผมก็ไม่ใช่ว่าผมไม่ได้อะไรเลยจากพ่อกับแม่ พวกเขาก็ยังดูแลผมอย่างดี และเอาจริงๆ ผมไม่ได้รู้สึกน้อยใจอะไรส่วนนี้ เพราะผมมีชีวิตวัยเด็กที่มีความสุขมากเพราะครอบครัวของผม ซึ่งการที่โชคชะตาเล่นตลกเกิดมาผิด timing นี่แหละเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมคิดว่าแล้วผมจะทำยังไงให้ครอบครัวกลับไปมั่งมี หรือ สุขสบายเหมือนแต่ก่อน

โชคชะตาที่สอง ก็คือ การที่ผมได้มาเจอเพื่อนๆในปัจจุบันของผม ทั้งเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ ซึ่งทุกอย่างมันเริ่มมาจากการที่ผมเคยให้สัญญากับแม่ว่าผมจะตั้งใจเรียนตอนเด็กๆ เพราะอย่างที่รู้ว่าเราก็อยากช่วยครอบครัวให้มาสบายเหมือนเดิมอะเนาะ เราก็เลยถูกปลูกฝังว่าต้องเรียนให้เก่งนะ แล้วจะได้มีงานดีๆทำและมีเงินมาเลี้ยงดูคนในครอบครัว ซึ่งตามประสาเด็กเราก็ให้สัญญาไปงั้นแหละ แต่มีช่วง ป.4 ที่ไม่รู้อะไรเข้าสิง ผมกลับมาตั้งใจเรียนและได้เขยิบขึ้นมาห้องต้นๆ (แต่เอาจริงก็เหมือนแค่พยายามรักษาสัญญาที่ให้กับแม่แค่ช่วงนั้น ไม่ได้คิดจะตั้งใจเรียนให้เก่งจริงๆ) และ ได้เจอกับเพื่อนๆในปัจจุบันของผม ซึ่งก็เหมือนเพื่อนแท้เลยทีเดียว การตัดสินใจในวันนั้นก็ส่งผมให้ได้มาอยู่ในสภาพแวดล้อมสังคมดีที่ดี ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเรื่อย ได้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้น คิดไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าไม่มีแรงฮึดตอน ป.4 ตัวเองจะไปอยู่จุดไหน 🤓

โชคชะตาที่สาม ก็คือ การที่ผมสอบติด มหาลัยที่ผมอยากเข้าได้โดยโอกาสที่จะได้แทบจะไม่มีเลยตอนนั้น และ ช่วง ม.6 เป็นช่วงที่ผมเหลวแหลกมากที่สุดแล้ว 555555 คะแนน admission ใน เว็บเด็กดี บอกว่าผมไม่มีทางติดแน่ๆ แต่ผมก็ยังดึงดันเลือกไป เพราะความชอบส่วนตัว ซึ่งตอนที่รอผลประกาศ admission ตอนนั้น ช่วง 3 วิ ก่อนที่เว็บ True จะประกาศ ผมคิดในใจว่า "คนเราจะได้อยู่ที่ไหนก็คงได้อยู่ที่นั่น" ปรากฏว่ามันติดเฉยเลย ผมอึ้งจริงๆ แบบแทบน้ำตาไหล เพราะอย่างน้อยก็เอาไปอวดแม่ได้ ทำให้แม่ภูมิใจได้ ซึ่งที่ผมคิดว่าเป็นโชคชะตาเพราะภายหลังผมมารู้ว่าคะแนนผมผ่านมาแค่นิดเดียวแบบรองสุดท้าย แต่สุดท้ายตอนจบก็ถือว่าเกียรตินิยมนะเคิ้บ (ไม่รู้ได้ไง) ซึ่งการได้ไปเรียนที่มหาลัยนี้ก็ส่งผลให้ผมไปเจอเพื่อนมหาลัยที่ดีมากๆเลย ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังสนิทและนี่มีแอบป้ายยาเรื่อง Bitcoin บ้าง 55555 😆

โชคชะตาสุดท้าย คงเป็นเรื่องการมา Canada ซึ่งเรารู้กันดีว่าในช่วงปีหรือสองปีที่ผ่านมา กระแสการย้ายประเทศหนักมาก ฝ่ายซ้ายต่างๆ บลาๆ เราคงไม่ต้องพูดเรื่องนี้เยอะ แต่เอาจริงๆ ส่วนตัวผมอยากลองมาใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศอยู่แล้วแค่กระแสก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันขึ้นมาอีก ที่มันเป็นโชคชะตาเพราะผมไม่คิดหรอกว่าจะได้มา เพราะ ตอนทำวีซ่าก็เรียกได้ว่ามีปัญหาเยอะแยะไปหมด เพราะครอบครับผมไม่ได้มี statement ที่จะยื่นรองรับค่าเรียนได้ เลยต้องไปยืมของน้าสาวมา และ ระหว่างนั้นก็มีปัญหาเรื่องเอกสารที่เรียกได้ว่า มีโอกาสที่จะไม่ผ่านแบบ 50/50 แต่สุดท้ายวีซ่าก็ได้ approve แบบ งงๆ และได้มาอยู่ที่นี่กว่า 10 เดือนแล้ว 💪🏻

และต่อจากนี้ก็น่าสนใจว่าโชคชะตาจะพาผมไปไหน เพราะ ที่มา Canada ก็เรียกได้ว่าผิดช่วงมากๆ Inflation เอย regulation ต่างๆ ที่อาจจะไม่เอื้อตอนการขออยู่ยาว (Permanent Resident) งานที่หายากมาก เพราะ immigrants มาเยอะกันมากๆ และ เห็นว่าเรื่องการเมืองที่นี่ก็หวั่นๆว่าจะมีเรื่องอยู่ระหว่างฝ่ายซ้ายและขวา (ยังไม่ได้ไปตามข่าว เดะตามแล้วมาเล่าให้ฟังนะครับ)

ที่เล่ามาทั้งหมดก็ต้องยกเครดิตให้ตัวเองด้วยแหละที่พยายามมาได้ขนาดนี้ อาจจะไม่สุดความสามารถแต่อย่างน้อยเราก็พยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อให้มันเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางช่วงเวลาของชีวิต มันมีเรื่องโชคเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างอธิบายไม่ได้ บางครั้งอาจจะทำให้ชีวิตง่าย บางครั้งอาจจะยาก ก็แล้วแต่เส้นชะตาของชีวิต

แล้วเพื่อนๆใน #Siamstr ละครับ มีเรื่องโชคชะตาอะไรมาแชร์กันบ้าง💖

สำหรับคืนนี้ต้องนอนแล้ว GN ครับ ทุกท่าน 🌙✨

โอ้โห ยอดเยี่ยมมากครับ อ่านแล้วทำให้ตกผลึกถึง "โชคชะตาแห่งการซักผ้า" ของผมได้ทันทีเลยครับ

Replying to Avatar Jakk Goodday

## Write-thing like Jakk II

### The Art of Analogy

ผมไม่เก่งพอจะอธิบายเรื่องยากๆ ให้คนเข้าใจได้?

มันมีเทคนิคที่คนไทยเรียกว่า "การอุปมาอุปไมย" แต่ผมไม่ชอบใช้คำนี้สักเท่าไหร่ ผมขอใช้คำว่า 'Analogy' ก็แล้วกันครับ

"Analogy" หรือ "การเปรียบเทียบ" คือ วิธีอธิบาย 'A' โดยใช้การเปรียบเทียบกับ 'B' ที่คนจะรู้จักหรือเข้าใจมันได้ง่ายขึ้น

มันเหมือนกับการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างเกาะ เกาะแรกคือสิ่งที่คุณต้องการจะอธิบาย (ซึ่งมักเป็นเรื่องที่คนทั่วไปทำความเข้าใจได้ยาก) และอีกหนึ่งเกาะคือสิ่งที่คนอื่นเข้าใจมันดีอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการอธิบายวิธีการทำงานของฮาร์ดไดรฟ์ (Hard drive ) ให้คุณยายฟัง แต่คิดว่าต้องทำคุณก็อยากลาตายแล้ว แต่เดี่ยวก่อน... ถ้าคุณลองใช้การเปรียบเทียบมันกับตู้เก็บเอกสารล่ะ?

คุณจะเก็บเอกสารในแฟ้มต่าง ๆ และลิ้นชักในตู้เก็บเอกสาร เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ ที่จะเก็บไฟล์ในโฟลเดอร์ต่าง ๆ ไว้บนฮาร์ดไดรฟ์

การใช้ Analogy จะช่วยให้คนฟัง/คนอ่านเข้าใจไอเดียที่ซับซ้อนหรือยังไม่คุ้นเคยได้ง่ายขึ้น

> มันเหมือนกับการเปิดไฟในที่มืดๆ เพื่อให้คนได้เห็นและเข้าใจสิ่งที่อยู่ภายในนั้น

เอาล่ะ พวกเราพร้อมที่จะสร้าง "สะพาน" ของความเข้าใจกันแล้วหรือยัง? 😊

---

สมมุติว่าคุณเป็น Developer ที่กำลังนั่งโค้ดอย่างขยันขันแข็ง ทันใดนั้นลูกชายวัย 8 ขวบของคุณก็เดินเข้ามาเป็นเด็กเกาะเบาะ..

"พ่อพิมพ์อะไรอยู่ฮะ? หนูอ่านไม่เห็นรู้เรื่องเลย.."

"แล้วไอ้ที่เขียนอยู่นี่ มันทำงานยังไงเหรอพ่อ?"

บนจอของคุณเต็มไปด้วยไดเรกทอรี่และไฟล์หน้าตาไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนทั่วไปนัก ในแต่ละไฟล์มีภาษาคอมพิวเตอร์ที่ไม่ต่างอะไรกับภาษาเอเลี่ยน

คุณจะเล่ายังไงให้ลูกคุณเข้าใจ?

---

### มาลองดูตัวอย่างกันครับ 😊

"โอเค.. ค่อยๆ จินตนาการตามที่พ่อพูดนะ.."

พวกนี้คือเอกสารที่พ่อเขียนให้คอมพิวเตอร์อ่าน ว่าพ่ออยากให้มันทำอะไรให้เรา สุดท้ายมันจะรวมกันเป็น AI Chatbot สำหรับมือถือ..

Authentication -- ชื่อมันอ่านยากใช่ไหม?

ไม่ต้องไปสนใจหรอก ไอ้นี่มันเหมือนประตูบ้าน 🚪 เราต้องทำให้แน่ใจว่ามันเปิด-ปิด ล็อกบ้านได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่เราจะซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้ามาในบ้าน ไม่งั้นคนจะมาขโมยโซฟาเรา

UserManager -- เมื่อประตูบ้านเราแน่นหนาแล้ว เราต้องทำให้แน่ใจว่าใครกันจะได้ถือกุญแจบ้าน 🗝️

RequestHandler -- ResponseProcessor

มันเหมือนกับคนส่ง Grab 🚴‍♂️ ที่เอากาแฟจากร้านเราไปส่งให้ลูกค้า เขาต้องรู้ว่าจะเอาอะไรไปส่ง และเข้าใจวิธีรับเงินจากลูกค้า

DatabaseManager -- ไอ้นี่คือตู้หรือห้องนิรภัย 🗄️ ที่เราจะเอาไว้เก็บของมีค่าของเรา (chat history, user profiles, etc.)

WebSocketManager -- มันเหมือนโทรศัพท์บ้าน 📞 เรากดโทรหาใครก็ได้ในทันที

SettingsManager -- นี่เป็นแผงควบคุมทุกระบบภายในบ้าน 🎛️ เราชอบแบบไหนเราก็ตั้งค่ามันแบบนั้นได้จากตรงนี้

CostCalculator -- นี่เป็นสมุดบัญชี 📚 เอาไว้ดูว่าเราจ่ายเงินไปแล้วเท่าไหร่ เงินเราเหลือเท่าไหร่

ChatRoomManager -- มันเหมือนห้องต่างๆ ในบ้านเราแหละ 🛏️ แต่ละห้องก็เอาไว้ทำกิจกรรมแตกต่างกัน

PluginManager -- นี่ห้องเล่นเกมส์ 🎮 หรือเอาไว้ดูหนังก็ได้ 🎬 เป็นห้องพิเศษที่เราอยากจะใส่อะไรเข้าไปก็ได้ บ้านเราจะได้มีอะไรให้ทำมากขึ้น

MarkdownAndCodeManager -- มองว่ามันเป็นชั้นหนังสือ 📚 หรือห้องเรียนรู้ก็ได้ 📖 ในนร้จะมีความรู้และอุปกรณ์การเรียนเยอะแยะ

MemoryManager -- อัลบั้มรูป 📸 หรือไดอารี่ 📔 เราเก็บภาพหรือความทรงจำของเราไปนานๆ ได้

ฯลฯ

"อ๋อ... พอเข้าใจแล้วครับ แบบนี้นี่เอง.."

---

การสร้าง "สะพาน" หรือ "Analogy" ที่ดีและแก้ปัญหาให้ได้ผล มันก็คล้ายกับการเป็น "ช่างไม้" ที่เก่ง คุณต้องรู้จักเลือกเครื่องไม้เครื่องมือทางการช่าง และวัสดุก่อสร้างที่เหมาะสม และต้องมีทักษะในการสร้างสิ่งที่คนอื่นจะเข้าใจและสามารถใช้งานมันได้..

เราต้องมีความเข้าใจที่ดีทั้งสองฝั่ง เราต้องเข้าใจทั้งสิ่งที่เร่ต้องการจะอธิบาย และสิ่งที่คนจะรู้จักหรือเข้าใจได้ง่าย มันต้องมีความชัดเจนและเหมาะสม มันควรเป็นสิ่งที่ทำให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ไปทำให้เค้าสับสนยิ่งกว่าเดิม

พยายามทำให้มันเรียบง่ายและตรงไปตรงมา เพราะถ้า Analogy ดูซับซ้อนเกินไป มันจะทำให้ให้เกิดผลลัพธ์ตรงกันข้าม ดังนั้น Keep it simple ควรเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่รู้จักหรือมีประสบการณ์กับมันเป็นอย่างดี

สิ่งต่อมาคือเราต้องมีความยืดหยุ่น เพราะบางครั้งคุณอาจจะต้องปรับ Analogy ให้เหมาะสมกับผู้ฟัง/ผู้อ่าน หรือใช้หลายๆ การเปรียบเทียบเพื่ออธิบายมุมมองที่ต่างกัน

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ คุณจะสามารถสร้าง "สะพาน" ของความเข้าใจที่แข็งแรงและปลอดภัย ทำให้คนสามารถ "เดินทาง" ไปยังความรู้ใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้นครับ 😊

#Siamstr

มันเหมือนกับการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างเกาะ

อบต. ที่ให้เงินคุณสร้างคือคนแรกที่ต้องให้คุณไปอธิบาย เพราะสร้างยังไงคุณเข้าใจดีอยู่แล้ว แต่ใครจะไปรู้เรื่องด้วยกับคุณ

แสดงเก่งมากๆ ครับ ชื่นชม

บางทีเวลาผมเดินเข้าเซเว่นเลี้ยวซ้าย ก็มือสั่นตัวสั่นเหมือนกันครับ แต่ไม่ได้หิวไอติม หิวม้า ของขาด

Replying to Avatar Pong 🟠

ต่อจากโน๊ตที่แล้ว “วินัยที่สอง”

วันนี้เรามาคุยกันเรื่อง ต้องซื้อทันที จำเป็นไหม เร่งด่วนไหม

ทุกวันนี้ผมโคตรเกลียดคำว่าของมันต้องมีเลยจริงๆ

ทุกครั้งที่ได้ยิน ก็คิดในใจ ทำไมกูต้องมีวะ

แค่นี้ชีวิตก็แฮปปี้ดีอยู่แล้ว ไม่มีมันจะไม่แฮปปี้เหรอ 😂

สำหรับผม คำว่าของมันต้องมี ต้องดูที่มาที่ไป

อย่างเช่น ถ้าไม่มี ทำงานไม่ได้ หรืองานแย่ลง งานกากลง

แบบนี้ก็ควรมี ไม่มีเห็นเค้ามีกันก็มีตาม

เหตุผลที่ผมมีกล้องสองตัว คือถ้าวันใดกล้องพังหรือเอ๋อกลางทางตอนถ่าย

เราจะทำคอนเท้นต์ไม่ได้เลยอย่างน้อยๆ 1-2อาทิตย์

เลยต้องมีตัวที่สอง เพราะสำรองไว้ แล้วยังเอามาเป็นมุมสองได้ด้วย

ลดเวลาทำงาน เพิ่มมูลค่างานอีก

แต่คอสก็ไม่ถูก เพราะต้องมีเลนส์เพิ่ม มีขากล้องเพิ่ม

มีเมมเพิ่ม มีแบตเพิ่ม ที่ชาร์จแบตก็ต้องเปลี่ยน

คอสตามมามหาศาล ยังไม่นับคอมที่ต้องแรงพอ

และ storage คอมที่ต้องใช้เพิ่มอีก แต่ไอแบบนี้ควรมี ก็มีไป

หรือบางอย่างก็ต้องมีแหละ ถ้าไม่มีวันนี้

พรุ่งนี้คุณอาจลำบาก เช่น ไส้กรองเครื่องฟอก

ในวันที่อากาศแย่ ทุกคนจะแย่งกันซื้อคุณจะลำบาก

ก็สำรองไว้ซักอันจะเป็นไรไป ไม่กี่บาท เก็บได้นาน มีไว้สิ

แต่ไอกับหูฟังใหม่ โทรศัพท์ใหม่ จะมีไปทำไมกันบ่อยๆเยอะๆ

ถึงแม้บางช่วงผมจะมีหูฟังเยอะมากก็ตาม ตอนนี้ true wireless flagship เต็มบ้าน

แต่อีกแปปก็ขายออกแล้ว เพราะใช้งานจบแล้ว

ในหลายช่วงเวลาผมไม่มีหูฟังซักตัวด้วยซ้ำ เพราะไม่รู้จะมีไปทำไม

มีหูฟังกากๆใช้คุยโทรศัพท์พอได้ตัวนึงก็พอแล้ว

แต่จะว่าไปหลายอย่างก็เริ่มเยอะจริง อาจจะต้องทะยอยโละบ้าง

เช่นกระเป๋ากล้องเก่าๆ

เกริ่นมาเยอะ เข้าเรื่องดีกว่า

คนรวยหลายคนน่าจะบริหารเงินได้ดีมากๆ

ผมเห็นคนรวยมากๆหลายๆคน ใชีชีวิตง่ายๆ กินแบบสบายๆ

ไม่ได้เน้นหรู ถ่ายรูปอวด แต่ถึงจังหวะต้องใช้เงินกับเรื่องจำเป็น

ก็คือจ่ายเลย สุขภาพ งาน พ่อแม่ ไม่มีคำว่าคิดมาก

ทบทวนซักแปป ไม่โดนขูดไม่โดนโขก จ่ายเลย

ไอพวกนี้มันจำเป็นต้องมี จำเป็นต้องจ่ายจริงๆก็จ่ายไป

คำพฟุดขิงคุณดีลหรือคุณดิวนี่แหละ ผมไม่แน่ใจสะกดยังไง

แต่คำพูดของแกผมชอบมาก สำคัญไหม ด่วนไหม ทันทีไหม

นอกจากนี้ยังมีคติทีทดีกับของเซลอีก

อันนี้เซล 50% เราประหยัด 50%

แต่ถ้าไม่ซื้อ เราประหยัดไป 100 เลยนะ

แค่คิดอีกเสต็ปชีวิตเปลี่ยน

โน๊ตนี้ไม่ทัน 10.10 แต่ผมอยากบอกว่าพวกเทศกาลพวกนี้ไม่เคยได้แดกผมเลย

ยกเว้นกำลังจะกดของจริงๆ เพราะเราจ่ายด้วยเหตุผลต้องจ่าย

ไม่ได้จ่ายด้วยเหตุผลเพราะมันลดราคา

และสุดท้าย ถ้าคุณอยากใช้เงิน ให้ไปซื้อบิทคอยน์ซะ

ใช้ให้น้อย เก็บให้มาก คำนี้ใช้ได้เสมอ

#siamstr

ยอดเยี่ยมครับ ผมก็เพิ่งเขียนเรื่องของมันต้องมี จะซื้อวันนี้หรือวันโน้นพอดีเลย ใจตรงกันมาก

เชอรี่ผมไม่ค่อยชอบเท่าไร ใจไปทางมังคุดเป็นหลัก

ผมเลี้ยงมูสังแง้ว สามารถพาไปฉีดด้วยได้ไหมครับ

Replying to Avatar Naphat09

สิ่งที่แสดงความหีหมาของระบบ ธนาคาร fiat คือการที่พนักงานแบงค์สาขา ต้องโทรขอข้อมูลให้ call center ช่วย และเบอร์ที่พนักงานสาขาใช้ ไม่ใช่เบอร์ hotline หลังบ้านแต่เป็นเบอร์ call center เดียวกันกับที่ลูกค้าทั่วไปโทรไปใช้บริการ

เท่ากับว่าพนักงานสาขาแย่งคู่สาย call center ของลูกค้าทำให้ลูกค้าที่โทรไปใช้บริการ call center ต้องรอนานกว่าปกติ ถ้าไม่เอ๊ะว่าสิ่งที่ทำอยู่มันแปลกๆก็ควรพิจารณาเลิกกินเนื้อแล้วไปกินหญ้าเถิด

บริการธนาคารที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า “ผูกขาดจนเคยตัว”

ไม่ต้องพัฒนาไม่ต้องแข่งขัน ทุกที่ใช้มาตฐานเดียวกัน “มาตฐานหีหมา”

โคตรหงุดหงิดทำไมชอบทำเรื่องง่ายๆให้กลายเป็นเรื่องโง่ๆ

ขออนุญาตระบาย ที่หายไปเป็นอาทิตย์ไม่มี note ยาวๆก็เพราะต้องไปวุ่นวายอยู่กับอะไรแบบนี้ เหนื่อยใจจริงๆ

เมื่อไรก็ตามที่โหนกแก้มเราเผลอจุ้มปุ่มวางสายไป จนท. ที่โทรมาหาเราจะกลายเป็นรักแท้ทึ่ไม่มีวันตามหาเจอทันที

ผมขอเถียงขาดใจกับใครก็ตามที่คิดว่าการแจกเงินดิจิทัล คือการกระทำชุ่ยๆ คิดตื้นๆ มักง่าย

แบบก็เสือกลั่นไปแล้วให้ทำไง มันก็ต้องทำมั้ย ไม่งั้นเสียหน้าตาย ความนิยมที่พังไปใครจะรับผิดชอบ

การแจกเงินดิจิทัล 10,000 และการแจกเงินอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมาย ไม่ได้เกิดจากความสิ้นคิดไร้สมองแน่นอน แต่มันคือความตั้งใจ ถูกคิดมาแล้วอย่างดี ทุกอย่างคือแผนการที่ถูกวางเอาไว้เพื่อให้บรรลุ 1 ในเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่รัฐบาลต้องการในอนาคต

.

นั่นคือการปูทางไปสู่...

ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทในปี 2570

โดยที่ราคาข้าวของจะแพงคืออย่างน้อยเท่าตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สรุปง่ายๆ คือ "จนลง" นั่นเอง

.

อ่ะว่ากันตรงๆ ลองทำสมาธิตั้งจิตวิตถารดูดีๆ

การที่รัฐจะเพิ่ม productivity มหาศาล เพื่อให้กลไกค่าแรงปรับตัวสูงขึ้น 1 เท่าตัวภายใน 3-4 ปี โดยไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ

มันยากซะยิ่งกว่าลุงพิริยะเมากาว ทะลึ่งประกาศตัวว่าเป็น Shitcoinner และโพสต์อวยชิบะรัวๆ อีกนะครับ

.

ดังนั้น เมื่อเราคิดอย่างละเอียดรอบคอบครบทั้ง 84ล้านมุมแล้ว จะพบว่า

หนทางเดียวที่จะผลักค่าแรงขั้นต่ำขึ้นไปเป็น 600-700 บาทได้ตามเป้า

คือการผลักด้วยกลไกของ "เงินเฟ้อ" ยังไงล่ะ ไม่เสกเงินเพิ่มก็ต้องกู้เพิ่มไง ง่ายๆ แค่นี้

.

เราได้ค่าแรงเชิงตัวเลขเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ซื้อข้าวของได้น้อยลงกว่าเดิมอย่างน้อยครึ่งนึง ฟังดูโคตรอย่างเจ๋งไปเลยนะครับพ่อหนุ่มหน้ามน สู้ๆ

#Siamstr #ThailandZapathon #Thainostrich

#zapathon #bitcoin #nostr