
⚠️วิวัฒนาการของสงครามที่เราเห็นในวันนี้ เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีและกลยุทธ์ต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมา มาดูกันทีละขั้นตอนแบบเข้าใจง่ายๆ:
1. สงครามยุคหิน 🗿
ในยุคแรกๆ มนุษย์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ เช่น หินและไม้เป็นอาวุธในการป้องกันตัวหรือใช้ล่าสัตว์ ตัวอย่างง่ายๆ คือ การใช้หินขว้างไปที่สัตว์เพื่อจับอาหาร หรือใช้ไม้ทุบกันในกรณีที่ต้องป้องกันตัวจากสัตว์ร้าย
2. จากหอกถึงปืน 🔫
เมื่อมนุษย์เริ่มมีการพัฒนาอาวุธที่ซับซ้อนขึ้น เช่น หอกและธนู ก็สามารถทำให้การต่อสู้มีระยะห่างและปลอดภัยมากขึ้น เช่น ในยุคกลางที่ทหารใช้ธนูยิงศัตรูจากระยะไกล แต่จุดเปลี่ยนใหญ่คือการเกิดปืนไรเฟิลในสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ทำให้ทหารสามารถยิงจากระยะไกลและต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. อาวุธนิวเคลียร์ ☢️
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศสหรัฐฯ ใช้ระเบิดนิวเคลียร์ทิ้งที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ การทิ้งระเบิดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายเมือง แต่ยังทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสมดุลของโลก กลายเป็นการสร้างความกลัวว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มใช้มันอีกครั้ง ก็จะทำให้เกิดการทำลายล้างทั้งโลก
4. อาวุธชีวภาพ 💉
การใช้เชื้อโรคหรือสารพิษเป็นอาวุธในสงครามก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว เช่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการทดลองและพัฒนาอาวุธชีวภาพ เช่น แอนแทรกซ์ (โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย) โดยมีการใช้เชื้อโรคเพื่อทำให้ศัตรูเจ็บป่วยและแพร่กระจายไปทั่วพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการทำลายล้างแบบไม่เห็นผลทันที
5. สกุลเงินดิจิทัลจากธนาคารกลาง (CBDC) 🏦
ในยุคปัจจุบัน แม้ว่าสกุลเงินดิจิทัลจะไม่ใช่อาวุธในแง่ของการยิงหรือระเบิด แต่ก็ถือเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลมาก เช่น การที่บางประเทศใช้นโยบาย CBDC เพื่อควบคุมการไหลของเงินทุน หรือใช้จำกัดการทำธุรกรรมของประชาชนในบางพื้นที่ ตัวอย่างเช่น การใช้ CBDC ในการคว่ำบาตรประเทศที่ไม่ร่วมมือ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของประชาชน
สรุปง่ายๆ:
สงครามจากที่เคยใช้แค่หินและไม้ในยุคหิน ตอนนี้เราเห็นการใช้เทคโนโลยีที่ทำลายล้างมหาศาลไม่ว่าจะเป็นอาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธชีวภาพ และในยุคนี้ สงครามยังไม่ได้จำกัดแค่การต่อสู้ทางกายภาพ แต่ยังมีการใช้เศรษฐกิจและเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กันอีกด้วย
Cr. Jimmy Kostro
#Siamstr #bitcoinnews #bitcoin #nostr #BTC #finance
ผมมองว่าสภาวะนิพพานลึกซึ้งกว่าอุเบกขามากครับ คือตอนที่จิตไม่ได้ยึดติดกับความสุขหรือทุกข์ไม่ว่าอะไรมากระทบขันธุ์5ก็ตาม แล้วใช้สติเห็นทันตอนผัสสะเปลี่ยนเป็นเวทนาเราละก่อนที่มันจะเป็นตัณหา หรืออุปาทานได้(ละตรงไหนก็ได้ครับ ของวงจรนี้ เรียกว่า วงจรปฏิจจสมุปบาท) เราจะเกิดความปิติแบบสงบรำงับ เปลี่ยนเป็นอุเบกขาครับ ซึ่งตัวอุเบกขามันจะเป็นเหมือนสะพานให้เราก้าวข้ามความทุกข์ไปถึงฝั่ง(นิพพาน) แต่ตัวนิพพานเองคือการหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ไม่ต้องพึ่งตัวสะพานแล้วครับ เช่นพระอรหันต์ จริงๆนิพพานมีสองแบบนะครับ หลุดพ้นตอนมีขันธ์5 อยู่ก็ได้ หรือ นิพพานหลังกายแตกทำลายก็ได้ครับ

ภาพนี้แสดงแนวคิดเรื่อง การรักษาทุนหรือความมั่งคั่ง (Capital Preservation) โดยเปรียบเทียบระหว่างประเภทสินทรัพย์ต่างๆ และระยะเวลาที่สินทรัพย์เหล่านั้นสามารถรักษามูลค่าไว้ได้:
1. สินทรัพย์เพื่อการบริโภค (Consumption Assets) - 1 ปี
• ตัวอย่าง: รถยนต์, เรือยอชต์, หรือสินค้าที่ใช้แล้วเสื่อมสภาพ
• สินทรัพย์เหล่านี้มีมูลค่าลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากการใช้งานและการเสื่อมสภาพ
• มูลค่าโดยทั่วไปคงอยู่ได้เพียงช่วงสั้นๆ
2. สินทรัพย์ทุนแบบดั้งเดิม (Traditional Capital Assets) - 10–100 ปี
• ตัวอย่าง: อสังหาริมทรัพย์, ทองคำ, งานศิลปะ, หรือระบบกฎหมาย
• สินทรัพย์เหล่านี้สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว อาจนานหลายสิบปีหรือหลายศตวรรษ
• อย่างไรก็ตาม มูลค่าของสินทรัพย์เหล่านี้ยังคงถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือเงินเฟ้อ
3. ทุนดิจิทัล (Digital Capital) - 1,000+ ปี
• ตัวแทนในที่นี้คือ Bitcoin ซึ่งถูกมองว่าเป็นทุนดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อรักษามูลค่าในระยะยาวอย่างยิ่ง
• Bitcoin มีความพิเศษเพราะมีจำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ), กระจายอำนาจ (Decentralized), และไม่เสื่อมสภาพเหมือนสินทรัพย์ทางกายภาพ
• ด้วยลักษณะเหล่านี้ Bitcoin จึงถูกมองว่าเป็น เครื่องมือเก็บออมในระยะยาว และเป็นการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ซึ่งในทางทฤษฎีสามารถรักษามูลค่าได้เป็นพันปี หากระบบบล็อกเชนและเครือข่ายยังคงมั่นคง
สรุป:
Bitcoin ถูกนำเสนอว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยรักษาความมั่งคั่งในระยะยาว โดยมีความเหนือกว่าสินทรัพย์แบบดั้งเดิมและสินทรัพย์เพื่อการบริโภคที่มูลค่าลดลงตามกาลเวลา
Cr. Jimmy Kostro
#Siamstr #nostr #bitcoinnews #bitcoin #BTC #finance

🍃 สรุปสภาวะนิพพาน คือ สภาวะที่ไร้ตัวตนแต่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ❓
นิพพาน เป็นสภาวะที่จิตใจ หลุดพ้นจากความทุกข์ และ ไร้ตัวตน หรืออัตตา ไม่ใช่การ “ไม่มี” แต่เป็นการกลับคืนสู่ความเป็นธรรมชาติที่แท้จริงของทุกสิ่งในจักรวาลแบบไม่มีการแบ่งแยก
ลองนึกภาพว่าเราเอา “ตัวตน” ออกไปจากชีวิต ไม่ยึดติดกับความอยาก ความโกรธ ความกลัว หรือความเศร้า ทุกสิ่งจะเบาสบายและเป็นอิสระเหมือนสายลม
นิพพาน: ไร้ตัวตนและเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
1. ไร้ตัวตน (อนัตตา):
• ในชีวิตเรา มักยึดมั่นว่า “ตัวฉัน” คือร่างกาย ความคิด ความรู้สึก แต่ถ้าสังเกตดี ๆ ทั้งหมดนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น ร่างกายแก่ขึ้น ความคิดเปลี่ยนไปทุกวัน
• นิพพานคือการปล่อยวางความยึดมั่นว่า “ตัวฉันต้องแบบนี้” หรือ “ชีวิตต้องตามใจฉัน”
ตัวอย่าง:
• สมมติว่าเราหวงบ้านที่สร้างไว้ แต่วันหนึ่งบ้านพังเพราะน้ำท่วม ถ้าเรายึดติด เราจะทุกข์มาก แต่ถ้าเรายอมรับว่า “บ้านก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่เกิดและดับตามธรรมชาติ” ใจเราก็เบาสบาย
2. เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ:
• เมื่อหลุดพ้นจากความยึดมั่น เราจะเห็นทุกสิ่งเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรแยกจากกันจริง ๆ เช่น หยดน้ำที่ตกลงในแม่น้ำ มันไม่ได้ “หายไป” แต่มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำ
ตัวอย่าง:
• ลองคิดถึงสายลม มันไม่มีตัวตนที่จับต้องได้ แต่มันพัดผ่านเราอยู่เสมอ และเมื่อหยุดพัด ก็ไม่ได้แปลว่ามันหายไป มันแค่เปลี่ยนรูปแบบ เช่นเดียวกับนิพพาน จิตไม่ “หายไป” แต่กลับสู่ความสงบและเป็นธรรมชาติ
เปรียบเทียบง่าย ๆ: นิพพานกับธรรมชาติ
1. เหมือนฟองน้ำในมหาสมุทร:
• ฟองน้ำที่แตกไม่ได้หายไป แต่น้ำในฟองหลอมรวมกลับเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทร ไม่มีการแยกตัวเองอีกต่อไป
2. เหมือนเทียนที่ดับ:
• แสงไฟไม่ได้หายไป แต่พลังงานของมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล ความร้อนและแสงกระจายไปในอากาศ
3. เหมือนเมฆที่กลายเป็นฝน:
• เมฆไม่ได้หายไป แต่มันกลายเป็นฝน และไหลกลับสู่แม่น้ำ ทะเล เป็นวงจรธรรมชาติ
สรุปให้เข้าใจง่าย:
นิพพานคือสภาวะที่ไม่มีความยึดมั่น ไม่มีตัวตน ไม่มีการแบ่งแยกว่า “เรา” กับ “ธรรมชาติ” เป็นสิ่งที่แยกกัน แต่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสิ่งในโลก ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ
ตัวอย่างในชีวิตจริงก็คือการฝึกปล่อยวางในสิ่งที่เรายึดมั่น เช่น ทรัพย์สิน ความรัก ความโกรธ หรือความอยาก เมื่อปล่อยได้ ใจเราก็จะเบา สงบ และเข้าใกล้สภาวะนิพพาน
#Siamstr #philosopher #buddhism #religious #buddha #nostr

นิพพานคือการที่หายไปเฉยๆหรือไม่ แล้วจำเป็นต้องตายก่อนจึงนิพพานจริงหรือ ❓
การนิพพาน ไม่ได้แปลว่า “หายไปอย่างสิ้นเชิง” แบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเหมือนเราหลับลึกหรือสูญหายไปในความว่างเปล่า แต่เป็น การสิ้นสุดจากทุกข์และความยึดติด จนไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก
ลองนึกภาพง่าย ๆ: นิพพานคือการที่ใจของเราหลุดพ้นจากสิ่งที่คอยฉุดรั้งให้เราทุกข์อยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความโกรธ หรือความหลง เราไม่ได้ “หายไป” แต่เรา “เป็นอิสระ” อย่างแท้จริง
อธิบายแบบง่าย ๆ ว่า นิพพานคืออะไร
1. นิพพานคือการปล่อยวาง
• ทุกข์ทั้งหลายที่เราเจอในชีวิต เช่น ความเศร้า ความผิดหวัง หรือแม้แต่ความสุขที่ชั่วคราว ล้วนเกิดจากการ “ยึดติด”
• การนิพพานคือการที่ใจไม่ยึดติดอีกต่อไป ไม่ว่ากับสิ่งที่เราชอบ (สุข) หรือสิ่งที่เราไม่ชอบ (ทุกข์)
2. นิพพานคือการหมดเชื้อของทุกข์
• ลองเปรียบความทุกข์ในใจเหมือนไฟที่กำลังเผาเราอยู่
• นิพพานคือการที่ “เชื้อไฟ” ซึ่งก็คือกิเลส (โลภ โกรธ หลง) หมดไป ไม่มีอะไรมาเผาเราอีก
ตัวอย่างในชีวิตจริง
1. คนปกติที่ยังไม่หลุดพ้น
สมมติเรามีเพื่อนที่พูดจาไม่ดีใส่เรา
• เราอาจจะโกรธ ตอบโต้ หรือเก็บมาคิดจนทุกข์ใจ เพราะเรายังยึดติดว่า “ทำไมเขาถึงพูดแบบนี้กับเรา”
• นี่คือสภาพที่กิเลส (ความโกรธ) ยังเผาเราอยู่
2. คนที่เข้าถึงนิพพาน (สอุปาทิเสสนิพพาน)
ถ้าเป็นพระอรหันต์ เมื่อมีคนพูดจาไม่ดีใส่ ท่านจะไม่โกรธ ไม่เก็บมาใส่ใจ เพราะท่านเข้าใจว่า
• คำพูดนั้นเป็นเพียงเสียงผ่านหู
• ไม่มีตัวตนหรืออัตตาที่ต้องไปยึดถือ
• ท่านจะสงบ ไม่ทุกข์ ไม่ตอบโต้
3. เมื่อถึงอนุปาทิเสสนิพพาน
หลังจากพระอรหันต์ปรินิพพาน (สิ้นอายุขัย):
• ร่างกายดับ (ขันธ์ 5 หมดหน้าที่)
• จิตไม่กลับมาเกิดอีกในโลกนี้ ไม่มีทุกข์อีกต่อไป
**อธิบายเพิ่มเติม นิพพานธาตุ 2แบบ
🌙 สอุปาทิเสสนิพพาน และ อนุปาทิเสสนิพพาน คือสองสภาวะของนิพพานที่อธิบายถึงการหลุดพ้นจากความทุกข์ โดยมีความแตกต่างที่สำคัญคือเรื่องของร่างกายและขันธ์ 5 (กาย ใจ ความรู้สึก ฯลฯ)
1. สอุปาทิเสสนิพพาน
• หมายถึง นิพพานในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
• คนที่บรรลุสภาวะนี้ เช่น พระอรหันต์ จะไม่มีความโลภ โกรธ หลงอีกแล้ว
• แต่ร่างกายยังคงทำงานตามธรรมชาติ เช่น ยังแก่ ยังป่วย หรือยังต้องกินข้าว
• ตัวอย่าง: พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะเจ็บป่วยหรือเจอความลำบาก แต่ใจก็ไม่ทุกข์
2. อนุปาทิเสสนิพพาน
• หมายถึง นิพพานหลังจากสิ้นชีวิต
• เมื่อขันธ์ 5 (ร่างกาย จิตใจ ฯลฯ) ดับไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีการเกิดใหม่อีก
• เป็นการหลุดพ้นสมบูรณ์ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก
• ตัวอย่าง: พระพุทธเจ้าหลังปรินิพพาน
สรุปความแตกต่าง
• สอุปาทิเสสนิพพาน: หลุดพ้นจากกิเลส แต่ร่างกายยังอยู่
• อนุปาทิเสสนิพพาน: หลุดพ้นทั้งกิเลสและขันธ์ 5 ไม่มีอะไรเหลือ
พูดง่าย ๆ ก็คือ “สอุปาทิ” คือหลุดพ้นในขณะที่ยังมีชีวิต ส่วน “อนุปาทิ” คือหลุดพ้นสมบูรณ์หลังจากร่างกายดับไป
🕊️ นิพพานไม่ใช่ “หายไป” แต่คือ “อิสระ”
ลองนึกถึงนกที่ติดอยู่ในกรงมานาน
• ถ้านกหลุดพ้นจากกรง มันไม่ได้หายไป แต่มันได้บินอย่างอิสระ
• ฉันใด นิพพานคือการที่จิตหลุดพ้นจากกรงของกิเลสและทุกข์
สรุปง่าย ๆ
• นิพพานคือสภาวะที่จิตเป็นอิสระ จากการยึดติดกับทุกข์ สุข หรือสิ่งใด ๆ
• ไม่ใช่ “การหายไป” แต่คือการ “พ้นไป” จากความทุกข์
• ตัวอย่างในชีวิตประจำวันคือ เมื่อเราปล่อยวางจากสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ ใจเราจะสงบและสุขเหมือนหลุดพ้นจากกรงความทุกข์
#Siamstr #philosopher #buddhism #religious #buddha #nostr

VanEck เสนอไอเดียว่าถ้าสหรัฐฯ เก็บสำรอง Bitcoin ไว้ 1 ล้านเหรียญ (ตามแผนของวุฒิสมาชิก Cynthia Lummis) มูลค่าของ Bitcoin ที่เพิ่มขึ้นในอนาคตอาจช่วยลดหนี้สาธารณะได้ถึง 35% ภายในปี 2049 หรือราวๆ 42 ล้านล้านดอลลาร์
โดยคาดว่า:
• ราคาของ Bitcoin จะโตเฉลี่ยปีละ 25% และอาจมีมูลค่าสูงถึง 42.3 ล้านดอลลาร์ต่อเหรียญในปี 2049
• ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นจาก 37 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025 เป็น 119.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2049
ถ้าสหรัฐฯ สำรอง Bitcoin ไว้จริงตามแผนนี้ อาจช่วยลดภาระหนี้ได้เยอะ แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด Bitcoin ด้วย
Cr. Bitkub
#Siamstr #nostr #finance #bitcoin #BTC #bitcoinnews

❓ทำไมการบรรลุนิพพาน จิตถึงหลุดพ้น และสัตตานัง (ตัวเรา) ไม่เกี่ยวข้อง?
1. อธิบายแบบเข้าใจง่าย: นิพพานคืออะไร?
นิพพานไม่ใช่สถานที่ที่เราหลุดพ้นไปอยู่ แต่คือ “สภาวะของจิตที่บริสุทธิ์” ปลอดจากกิเลส ตัณหา และอวิชชา จนไม่เหลือเหตุที่จะทำให้เกิดใหม่อีก
ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
• “จิต” คือสิ่งที่รับรู้และเคลื่อนไหวได้ เพราะมันยังถูกขับเคลื่อนด้วย กิเลสและตัณหา
• “สัตตานัง” หรือ “ตัวเรา” เป็นเพียงสมมติที่เกิดจาก ขันธ์ 5 (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่มีตัวตนแท้จริง
เมื่อบรรลุ:
• จิตที่บริสุทธิ์จะไม่ยึดติดในตัวตน จึง ไม่สร้างกรรม ที่นำไปสู่การเกิดใหม่
• “ตัวเรา” หรือ “สัตตานัง” ไม่ใช่สิ่งที่ไปหลุดพ้น เพราะมันเป็นเพียงสมมติที่หายไปพร้อมกับขันธ์
2. ตัวอย่างเปรียบเทียบง่าย ๆ
(1) เปรียบเทียบกับไฟ
• ไฟที่กำลังลุกไหม้ (เช่นไฟเทียน) เกิดจากเชื้อ คือ กิเลส ตัณหา และอวิชชา
• เมื่อนิพพานเกิดขึ้น กิเลสและตัณหาถูกทำลายหมด → ไฟก็ดับไป
คำถาม: ไฟที่ดับไป “ไปอยู่ที่ไหน”?
คำตอบ: มันไม่ได้ “ไปไหน” เพราะไฟไม่ใช่ตัวตน มันเกิดขึ้นจากเชื้อ และดับไปเมื่อเชื้อหมด เช่นเดียวกับจิตเมื่อพ้นจากกิเลส
(2) เปรียบเทียบกับน้ำที่ขุ่น
• จิตเปรียบเสมือนน้ำในแก้ว
• น้ำขุ่น: เต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา อวิชชา → เหมือนจิตที่ยังเวียนว่ายตายเกิด
• น้ำใส: ฝึกจนหมดกิเลส → เหมือนจิตที่ไม่ยึดติดและบริสุทธิ์
เมื่อบรรลุนิพพาน:
• น้ำใสสุด ๆ จะไม่เหลือตะกอนใด ๆ อีก → มันไม่ใช่ “น้ำของใคร” หรือ “ตัวอะไร”
• น้ำใสนั้นก็คือ จิตบริสุทธิ์ที่หลุดพ้น และไม่มีตัวตนเป็น “สัตตานัง”
3. อธิบายละเอียดในขั้นตอนการหลุดพ้น (เชื่อมกับจิต อารมณ์ และอายตนะ)
(1) จิตเกิดจากการรับรู้อารมณ์ผ่านอายตนะ
เวลาที่เราสัมผัสโลกภายนอก จิตจะเกิดขึ้นพร้อมอารมณ์ ผ่านอายตนะ 6 (ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ) เช่น:
• ตาเห็นรูป → จิตรับรู้รูป → เกิดเวทนา (สุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ)
• หูได้ยินเสียง → จิตรับรู้เสียง → เกิดอารมณ์หรือความคิดต่อเนื่อง
จิตที่ยังไม่ได้ฝึกจะยึดติดกับอารมณ์เหล่านี้ เช่น โลภ โกรธ หลง จนทำให้สร้างกรรมใหม่และเวียนว่ายตายเกิด
(2) เมื่อฝึกจิตรู้ลมหายใจ (อานาปานสติ)
การฝึกจิตด้วยการตามลมหายใจ ช่วยให้เรา:
• ตระหนักรู้ ทุกครั้งที่อารมณ์เกิด → ไม่ถูกอารมณ์ดึงให้ยึดติด
• ปล่อยวาง อารมณ์และอัตตา → จิตเริ่มคลายจากความยึดมั่นว่า “ตัวเรามีจริง”
(3) เมื่อถึงนิพพาน
• อารมณ์, อายตนะ และอัตตาที่เคยทำให้จิตยึดติด ดับไปหมด
• เหลือเพียง จิตบริสุทธิ์ ที่ไม่ยึดมั่นในตัวตน → จิตนั้นไม่สร้างเหตุอีก
“ตัวเรา” หรือ “สัตตานัง” จึงไม่มีอะไรที่ต้องหลุดพ้น เพราะมันเป็นเพียง สมมติที่เกิดจากจิตยึดติดในขันธ์
4. ตัวอย่างในชีวิตจริง
1. คนที่ยังมีกิเลส (จิตไม่ฝึก):
เหมือนคนที่กินอาหารเผ็ด แล้วโกรธเพราะรสชาติไม่ถูกใจ → จิตถูกครอบงำด้วยความโกรธ
2. คนที่ฝึกจิตรู้ลมหายใจ:
เวลากินอาหารเผ็ด คน ๆ นี้จะรู้ทันว่า “ความเผ็ดคืออารมณ์ชั่วคราว ไม่ใช่ปัญหาใหญ่” → จิตเริ่มปล่อยวางจากความยึดติด
3. คนที่บรรลุนิพพาน:
คน ๆ นี้จะไม่ยึดติดในรสชาติเลย ไม่ว่าจะเผ็ดหรือจืด → จิตบริสุทธิ์ ไม่สร้างความอยากหรือความไม่ชอบ → ไม่เวียนว่ายตายเกิด
5. สรุปคำตอบง่าย ๆ
• การหลุดพ้นคือ จิตที่ฝึกจนบริสุทธิ์ และไม่เหลือกิเลส ตัณหา หรืออวิชชาอีก
• “ตัวเรา” หรือ “สัตตานัง” ไม่ใช่สิ่งที่หลุดพ้น เพราะมันไม่มีอยู่จริงตั้งแต่ต้น → เป็นแค่สมมติที่เกิดจากขันธ์ 5
“จิตหลุดพ้นเพราะมันคลายความยึดมั่นในตัวตนจนหมดสิ้น ไม่ใช่ตัวเราที่หลุดพ้น แต่คือการดับทุกอย่างที่เคยยึดว่ามีตัวเรานั่นเอง”
#siamstr #nostr #buddha #teaching #dhamma

💨 การฝึกจิตให้รู้ลมหายใจ (เช่น การเจริญสติด้วยอานาปานสติ) เป็นการฝึกให้ จิตรู้ทัน และ ไม่ยึดติด กับสิ่งใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย (รูป) หรือจิตใจ (นาม) ซึ่งเป็นเหตุให้จิตไม่สร้างเหตุปัจจัยใหม่ที่นำไปสู่การเกิดในภพชาติใหม่อีก
1. การฝึกจิตรู้ลมหายใจเพื่อเข้าใจรูปและนาม
สมมติว่า คุณเริ่มฝึกสังเกตลมหายใจ:
• ตอนหายใจเข้า → รู้ว่าลมกำลังเข้ามาในจมูก อากาศเย็น ๆ ผ่านทางจมูกไปสู่ปอด
• ตอนหายใจออก → รู้ว่าอากาศกำลังออกจากปอด อบอุ่นและผ่านจมูกออกไป
เมื่อฝึกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ คุณจะเริ่มสังเกตได้ว่า “ลมหายใจเข้า-ออก” เป็นเพียง กระบวนการธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวเรา เช่น:
• ลมเข้าก็เข้าเอง ออกก็ออกเอง เราไม่ได้บอกให้ลมทำงาน แต่มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ
• ลมหายใจเกิดขึ้นชั่วคราว (อนิจจัง) → ตั้งอยู่สักพัก (ทุกขัง เพราะต้องคอยหายใจต่อ) → แล้วก็ดับไป (อนัตตา ไม่มีตัวตน)
ตัวอย่าง:
• ขณะที่คุณหายใจและมีสติรู้ทันจิตของตัวเอง คุณจะไม่กังวลว่า “ฉันหายใจได้ดีหรือไม่ดี” เพราะคุณเห็นว่ามันเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดถือ
2. เมื่อร่างกายแตกดับ จิตที่ไม่ยึดติดจะเป็นอย่างไร
สมมติว่า คุณได้ฝึกจิตให้เห็นความจริงของ ลมหายใจ จนเข้าใจว่า ร่างกายนี้ (รูป) และอารมณ์ ความคิดต่าง ๆ (นาม) เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย
• ตอนยังมีชีวิต → จิตฝึกจนปล่อยวางรูปและนาม เช่น รู้ว่าร่างกายแก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่ของเรา
• เมื่อกายแตกดับ → ถ้าจิตไม่มีความยึดมั่นใน “ตัวกู” หรือ “ของกู” → ก็จะไม่มีการสร้างภพชาติใหม่
ตัวอย่างเปรียบเทียบง่าย ๆ:
เหมือนปล่อยถ้วยชา
• ถ้าถ้วยชาแตก → แต่เราไม่ได้ยึดว่าถ้วยชานั้นเป็นของเรา → ใจเราก็จะไม่ทุกข์
• แต่ถ้าเรายึดว่าถ้วยชาเป็นของเรา → ใจเราก็จะทุกข์และอยากได้ถ้วยใหม่ → เช่นเดียวกับการเกิดใหม่ในวัฏสงสาร
3. เวทนา (ความรู้สึก) และการปล่อยวางในชีวิตจริง
สถานการณ์ 1: ได้ยินคนด่า
• ถ้าไม่ได้ฝึก → เมื่อได้ยินคนด่า คุณอาจจะโกรธ (ทุกขเวทนา) และคิดต่อว่า “เขาไม่ควรมาว่าเรา”
• แต่ถ้าฝึกสติ → คุณอาจแค่ได้ยินคำพูดผ่านเข้าหู แล้วหยุดความคิดไว้ตรงนั้น โดยไม่เก็บมาคิดต่อ
สถานการณ์ 2: ของรักเสียหาย
• ถ้าไม่ได้ฝึก → โทรศัพท์ตกแตก อาจเกิดทุกข์ทันที เพราะยึดว่า “โทรศัพท์เป็นของเรา”
• ถ้าฝึกจิต → คุณจะเห็นว่าโทรศัพท์ก็เหมือนร่างกาย มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามธรรมชาติ
เมื่อเราปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ในขณะที่ยังมีชีวิต จิตจะเคยชินกับการไม่ยึดติด และเมื่อร่างกายดับไป จิตก็จะไม่สร้างเหตุใหม่ที่นำไปสู่ภพชาติอีก
4. อานาปานสติช่วยจบวัฏสงสารได้อย่างไร?
สมมติ: ลมหายใจเปรียบเหมือนเทียนไข
• ถ้าเทียนไขยังมีเชื้อไฟ → เทียนก็จะยังไหม้และสว่างไปเรื่อย ๆ
• ถ้าฝึกอานาปานสติ → จิตจะค่อย ๆ ดับ “ตัณหา” ที่เป็นเชื้อไฟของเทียน
• เมื่อเชื้อไฟหมด → เทียนก็ดับ (จิตหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด)
ตัวอย่างในชีวิตจริง:
• คุณเจริญอานาปานสติจนเข้าใจว่า ทุกลมหายใจเข้าออก ไม่ใช่ตัวตนของคุณ → เมื่อเข้าใจเช่นนี้จิตจะไม่อยากยึดติดว่า “ฉันต้องหายใจ” → และเมื่อร่างกายดับ → จิตก็จะไม่วนเวียนไปหาเชื้อไฟใหม่
สรุปตัวอย่างแบบง่าย ๆ
การฝึกจิตให้รู้ลมหายใจช่วยให้เรารู้จัก “ธรรมชาติ” ของชีวิต ซึ่งก็คือ ความไม่เที่ยง และไม่มีตัวตน ถ้าเราฝึกจนเข้าใจและปล่อยวาง จิตจะไม่ไปสร้างกรรมใหม่ที่ทำให้เกิดอีก
“ลมหายใจที่คุณฝึกตอนนี้ ก็เหมือนเครื่องมือดับเชื้อไฟของความยึดมั่นในตัวตน” เมื่อดับหมด → จิตจะสงบและหลุดพ้นจากวัฏสงสาร
#Siamstr #philosopher #buddhism #religious #buddha #philosophy #nostr #buddhateachings #dhamma

“Anyone can own more Bitcoin than Germany, which holds 0.007 BTC, approximately $671.” 😂
As of December 2024, the top five countries holding Bitcoin are:
1. United States: Approximately 207,189 BTC, valued at around $19.54 billion. 
2. China: Approximately 194,000 BTC, valued at around $18.30 billion. 
3. United Kingdom: Approximately 61,000 BTC, valued at around $5.75 billion. 
4. Ukraine: Approximately 46,351 BTC, valued at around $4.37 billion. 
5. Bhutan: Approximately 13,029 BTC, valued at around $1.23 billion.
#siamstr #nostr #bitcoin #btc

‼️ การเกิดขึ้นของผัสสะ (การสัมผัส) ซึ่งเชื่อมโยงกับ เวทนา (ความรู้สึก) ที่เกิดจาก อารมณ์ (สิ่งที่ถูกรับรู้), อายตนะภายใน (อวัยวะรับรู้ เช่น ตา, หู), และ วิญญาณ (ความรู้ตัวในการรับรู้)
สิ่งนี้อธิบายถึงกระบวนการทำงานของจิตใจตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งสามารถแยกเป็นขั้นตอนพร้อมตัวอย่างได้ดังนี้:
1. การเกิดของผัสสะ
ผัสสะ หมายถึง “การสัมผัส” ซึ่งเกิดจาก 3 องค์ประกอบหลัก ที่มาประกอบกัน ได้แก่:
• อารมณ์: สิ่งที่ถูกรับรู้ เช่น ภาพ เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือความคิด
• อายตนะภายใน: อวัยวะที่รับรู้ เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
• วิญญาณ: การรับรู้ที่เกิดขึ้นจากการกระทบกันของอารมณ์และอายตนะ
ตัวอย่าง:
• เมื่อคุณมองเห็นดอกไม้ (อารมณ์: ดอกไม้, อายตนะ: ตา) → วิญญาณเกิดขึ้น → ผัสสะ (สัมผัสทางสายตา) เกิดขึ้น
2. เวทนา (ความรู้สึก)
เมื่อผัสสะเกิดขึ้น จะมี เวทนา ตามมาทันที ซึ่งเป็น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ โดยมี 3 แบบคือ:
• สุขเวทนา: รู้สึกพอใจ เช่น เห็นดอกไม้สวย → รู้สึกชอบ
• ทุกขเวทนา: รู้สึกไม่พอใจ เช่น ได้ยินเสียงดัง → รำคาญ
• อทุกขมสุขเวทนา: รู้สึกเฉย ๆ เช่น เห็นก้อนหินธรรมดา → ไม่รู้สึกอะไร
ตัวอย่าง:
• เมื่อคุณเห็นดอกไม้สีสวย (ผัสสะเกิด) → คุณรู้สึกชอบใจ (สุขเวทนา)
• หรือเมื่อคุณได้กลิ่นเหม็นจากขยะ (ผัสสะเกิด) → คุณรู้สึกรำคาญ (ทุกขเวทนา)
3. กระบวนการสานต่อ: จากเวทนาไปสู่อารมณ์
เมื่อเวทนาเกิดขึ้นในใจ หากเรา ไม่มีสติ จิตจะต่อยอดไปสู่ ตัณหา (ความอยาก) ซึ่งทำให้เกิดทุกข์ เช่น:
• เมื่อรู้สึกชอบ (สุขเวทนา) → เกิดอยากครอบครอง (ตัณหา) เช่น อยากได้ดอกไม้มาเป็นของตน
• เมื่อรู้สึกไม่ชอบ (ทุกขเวทนา) → เกิดอยากผลักไส เช่น อยากให้กลิ่นเหม็นหายไป
แต่ถ้าเรา มีสติ เราจะหยุดกระบวนการนี้ได้ตั้งแต่ตอนที่เวทนาเกิด และยอมรับมันตามความเป็นจริง
ภาพรวม: การเกิดของเวทนาในชีวิตจริง
ลองดูตัวอย่างชีวิตประจำวันที่แสดงกระบวนการนี้:
1. เห็นสิ่งที่ชอบ:
• ตาเห็นนาฬิกาสวย → ผัสสะเกิด → รู้สึกชอบ (สุขเวทนา) → อยากซื้อนาฬิกา (ตัณหา)
• ถ้าไม่ได้ซื้อนาฬิกา → รู้สึกทุกข์ (เพราะอยากแต่ไม่ได้)
2. ได้ยินเสียงที่รบกวน:
• หูได้ยินเสียงดัง → ผัสสะเกิด → รู้สึกรำคาญ (ทุกขเวทนา) → อยากให้เสียงเงียบลง (ตัณหา)
• ถ้าเสียงไม่หายไป → จิตใจเกิดความทุกข์
3. เห็นสิ่งที่ไม่รู้สึกอะไร:
• ตาเห็นกำแพงธรรมดา → ผัสสะเกิด → รู้สึกเฉย ๆ (อทุกขมสุขเวทนา) → ไม่มีตัณหา จิตไม่ทุกข์
ข้อคิดสำคัญ:
• การเกิดของผัสสะและเวทนาเป็นเรื่องธรรมชาติ: เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกเมื่อมีการสัมผัส แต่เราสามารถจัดการกับความรู้สึกได้
• มีสติเมื่อเวทนาเกิด: หากเรารู้ทันความรู้สึกตั้งแต่ต้น เช่น รู้ว่า “นี่คือสุขเวทนา” หรือ “นี่คือทุกขเวทนา” เราจะไม่ปล่อยให้จิตพัฒนาไปสู่ตัณหา และจะไม่ทุกข์
สรุปใจความ:
ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา (ถ้าไม่มีสติ) → ทุกข์
แต่ถ้า ผัสสะ → เวทนา → มีสติ → จะไม่เกิดทุกข์
การเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสงบและไม่ยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว
#Siamstr #philosopher #buddhism #religious #buddha #philosophy #nostr #dhamma #buddhateachings

❓สภาวะสูญญตา (Śūnyatā) คืออะไร ในมุมมองของท่านพุทธทาส
สภาวะสูญญตา ตามแนวคิดของท่านพุทธทาสภิกขุ ถูกอธิบายไว้ในลักษณะที่เข้าใจง่ายและลึกซึ้ง โดยท่านเน้นที่ความว่างจาก ตัวตน และ การยึดมั่นถือมั่น เป็นหัวใจสำคัญ ท่านพุทธทาสมักพูดถึงสูญญตาในฐานะที่เป็น ธรรมชาติที่แท้จริงของชีวิตและสรรพสิ่ง ซึ่งทุกคนสามารถสัมผัสได้หากฝึกฝนปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง
1. สูญญตาในภาษาของท่านพุทธทาส
• “สูญญตา” คือสภาวะที่ไม่มี “ตัวกู-ของกู”
• มันคือการเข้าใจว่า ทุกสิ่งล้วนไม่ใช่ของเรา เราไม่ใช่เจ้าของอะไรเลย
• ความทุกข์เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เรา “คิดว่า” เป็นของเรา แต่เมื่อเราปล่อยวางและเห็นความว่าง เราก็พ้นทุกข์
คำอธิบาย:
“สูญญตา” ในมุมมองของท่านพุทธทาส ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อม แต่มันคือธรรมชาติของจิตที่ “ว่าง” อยู่แล้ว เพียงแต่เราไปเติมสิ่งปรุงแต่ง (เช่น กิเลส ความยึดมั่น) เข้าไป ทำให้เรามองไม่เห็นความว่างนี้
2. สูญญตาเป็นทั้งสังขตและอสังขตในตัวเอง
2.1 สูญญตาในฐานะ “สังขตธรรม”
• เมื่อเราปฏิบัติธรรม เช่น นั่งสมาธิ หรือเจริญสติ แล้วเกิดการพิจารณาเห็นความว่างในขันธ์ 5 หรือสิ่งต่างๆ สภาวะนี้เป็น สังขตธรรม เพราะเกิดขึ้นชั่วคราวและต้องอาศัยเหตุปัจจัย
• ท่านพุทธทาสเปรียบ:
“เหมือนเงาสะท้อนในกระจก เมื่อเราหยุดกิเลส เงาสะท้อนของตัวตนก็หายไปชั่วคราว แต่มันยังไม่ถาวร”
ตัวอย่าง:
• ในชีวิตประจำวัน ถ้าเรากำลังโกรธ แต่พิจารณาเห็นว่า “ความโกรธเป็นแค่สิ่งชั่วคราว ไม่ใช่เรา” เราจะเกิดภาวะสูญญตาชั่วขณะหนึ่ง
2.2 สูญญตาในฐานะ “อสังขตธรรม”
• หากเราปฏิบัติธรรมจนหลุดพ้นจากกิเลสโดยสมบูรณ์ เช่น บรรลุพระนิพพาน ภาวะนี้เป็น อสังขตธรรม เพราะไม่มีการเกิด-ดับอีกต่อไป
• ท่านพุทธทาสอธิบาย:
“เมื่อเราไม่เหลืออะไรให้ยึดถืออีกต่อไป เราก็จะเหลือแค่ความว่าง ความไม่มีตัวตน นั่นแหละคือความสงบที่แท้จริง”
ตัวอย่าง:
• พระอรหันต์ที่บรรลุธรรมแล้ว ท่านไม่มีความยึดมั่นในขันธ์ 5 อีกต่อไป จิตของท่านจึงอยู่ในภาวะสูญญตาที่สมบูรณ์
3. ตัวอย่างง่ายๆ ที่ท่านพุทธทาสใช้เปรียบเทียบ
1. แก้วน้ำกับความว่าง
• แก้วน้ำจะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อมัน “ว่าง”
• เช่นเดียวกัน ถ้าเราว่างจากตัวตนหรือการยึดมั่น เราจะเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงและพ้นทุกข์
2. ลมที่พัดผ่าน
• ความทุกข์หรือกิเลสก็เหมือนลม พัดมาแล้วพัดไป
• ถ้าเราปล่อยวาง ไม่ไปยึดไว้ จิตของเราก็จะกลับไปสู่ความว่าง
3. บ้านร้าง
• จิตที่ปล่อยวางจากกิเลส ก็เหมือนบ้านที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย กลายเป็นบ้านที่สงบและว่างเปล่า
4. สรุปในภาษากันเอง
• สูญญตา คือ การมองเห็นความจริง ว่าทุกสิ่งในโลกนี้ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเป็นของเรา
• สูญญตาอาจเกิดขึ้นชั่วคราวเมื่อเราฝึกสมาธิหรือพิจารณาธรรม แต่ถ้าเราปฏิบัติธรรมจนถึงที่สุด สูญญตานั้นจะกลายเป็นนิพพาน คือความว่างที่ถาวร
• ท่านพุทธทาสชี้ว่า การเข้าถึงสูญญตาไม่ได้ยากหรืออยู่ไกล แต่เราต้องฝึก ละตัวกู-ของกู ในทุกๆ วัน
“ปล่อยวาง แล้วเราจะพบความว่าง
เมื่อว่างจากตัวกู-ของกู เราก็จะพ้นทุกข์”
• ท่านพุทธทาส
#Siamstr #philosopher #buddhism #religious #buddha #buddha #philosophy #nostr #dhamma #buddhateachings

อวกาศ และ อากาศ เป็น “สังขตธรรม” (มีเหตุปัจจัยเนื่องกันให้เกิด) หรือเป็น “อสังขตธรรม” (ไม่ได้มีเหตุปัจจัยเนื่องให้เกิด) ❓
1. อวกาศ (Space)
อวกาศ หมายถึง “ความว่างเปล่า” เช่น ช่องว่างระหว่างสิ่งของหรือพื้นที่ที่ไม่มีอะไรอยู่เลย
• ทำไมถึงเป็นอสังขตธรรม?
เพราะมันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากเหตุปัจจัยอะไรเลย มันเป็น “ความว่าง” ที่ไม่มีการเกิด ไม่มีการดับ มันแค่อยู่เฉยๆ
ตัวอย่างง่ายๆ:
• ช่องว่างในแก้วน้ำ: แก้วน้ำอาจมีน้ำอยู่ข้างใน แต่ช่องว่างในแก้วนั้นไม่มีสิ่งใดมาเติมแต่ง เป็นความว่างที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
• ช่องว่างระหว่างดวงดาวในอวกาศ: ไม่มีสิ่งของ ไม่มีอากาศ เป็นแค่ความว่างเปล่า
ดังนั้น อวกาศ ไม่เปลี่ยนแปลง จึงจัดเป็น อสังขตธรรม
**เพิ่มเติม
• อวกาศในเชิงฟิสิกส์: แม้ว่าอวกาศดูเหมือนจะว่างเปล่า แต่จริงๆ แล้วมันเต็มไปด้วยพลังงานและอนุภาค เช่น รังสีคอสมิกหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้
• แต่ความว่างของอวกาศเองไม่เปลี่ยนแปลง: การเปลี่ยนแปลงที่เราพูดถึงในทางวิทยาศาสตร์คือการเปลี่ยนแปลงของวัตถุหรือพลังงานภายในอวกาศ ไม่ใช่อวกาศ (ความว่างเปล่า) เอง
ตัวอย่าง:
• ดวงดาวเคลื่อนที่ในอวกาศ แต่มิติความว่างของอวกาศไม่ได้เปลี่ยนไป
• คลื่นพลังงานวิ่งผ่านอวกาศ แต่ช่องว่างไม่ได้รับผลกระทบ
2. อากาศ (Air)
อากาศ หมายถึง “ลม” หรือ “อากาศที่เราหายใจ” เช่น อากาศรอบตัวเราหรือในชั้นบรรยากาศ
• ทำไมถึงเป็นสังขตธรรม?
เพราะอากาศมีการเปลี่ยนแปลง เกิดจากเหตุปัจจัย เช่น การเคลื่อนตัวของลม อุณหภูมิ ความดัน หรือมลภาวะต่างๆ อากาศไม่ได้อยู่คงที่ และสามารถเกิดขึ้น-ดับไปได้
ตัวอย่างง่ายๆ:
• ลมพัด: ลมเกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิและความดันในธรรมชาติ ลมไม่ได้อยู่ตลอดเวลา บางวันพัดแรง บางวันสงบ
• อากาศที่เราหายใจ: มันประกอบด้วยก๊าซต่างๆ เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน และเกิดการหมุนเวียนอยู่เสมอ
ดังนั้น อากาศ มีการเปลี่ยนแปลงและปรุงแต่งจากธรรมชาติ จึงจัดเป็น สังขตธรรม
สรุปแบบง่ายๆ:
• อวกาศ คือความว่างเปล่า เช่น ช่องว่างระหว่างวัตถุ → อสังขตธรรม (ไม่เกิด-ไม่ดับ)
• อากาศ คือสิ่งที่เราเรียกว่า “ลม” หรือ “อากาศในชั้นบรรยากาศ” → สังขตธรรม (เกิด-ดับตามเหตุปัจจัย)
ถ้าคิดง่ายๆ ก็คือ อะไรที่ “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย” มักจะเป็น อสังขตธรรม แต่ถ้ามันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย จะเป็น สังขตธรรม.
❓แล้วนิพพานธาตุ เป็น “สังขตธรรม” หรือ “อสังขตธรรม“
นิพพานธาตุ ในทางธรรมะสามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ดังนี้:
นิพพานธาตุ คืออะไร?
นิพพานธาตุ หมายถึงสภาวะที่สิ้นสุดจากทุกข์และกิเลสโดยสมบูรณ์ ไม่มีการเกิด ไม่มีการดับ ไม่มีความทุกข์ ความสุข หรือสิ่งใดๆ ที่ปรุงแต่ง นิพพานเป็น อสังขตธรรม เพราะไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีเหตุปัจจัยใดทำให้เกิดหรือทำให้ดับ
นิพพานธาตุ และความเป็นอสังขตธรรม
1. ทำไมถึงเป็นอสังขตธรรม?
• นิพพานไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย ไม่เหมือนสิ่งอื่นๆ ในโลกที่ต้องอาศัยการปรุงแต่ง เช่น ร่างกาย อารมณ์ หรือสิ่งแวดล้อม
• นิพพานไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่เกิดขึ้นและไม่ดับลง
2. ธรรมชาติของนิพพาน
• นิพพานเป็นความหลุดพ้นจากวัฏสงสาร (การเวียนว่ายตายเกิด)
• ไม่มีขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) อีกต่อไป
• ไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ
เปรียบเทียบกับอวกาศและอากาศ
• นิพพานธาตุ ต่างจาก อวกาศ และ อากาศ ตรงที่:
• นิพพาน เป็น อสังขตธรรม เช่นเดียวกับอวกาศ แต่มีลักษณะพิเศษคือเป็นสภาวะที่ “หมดสิ้น” กิเลสและทุกข์
• นิพพาน ไม่มีการเปรียบเทียบกับสิ่งใดๆ ในโลกนี้ได้โดยสมบูรณ์ เพราะมันอยู่นอกเหนือการรับรู้ทั่วไป
ตัวอย่างเปรียบเทียบ
1. อากาศ:
• เป็นลมที่เคลื่อนไหว เกิด-ดับ เปลี่ยนแปลงได้ → สังขตธรรม
2. อวกาศ:
• เป็นความว่างที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง → อสังขตธรรม
3. นิพพาน:
• เป็นสภาวะที่หลุดพ้นจากการเกิดและดับโดยสมบูรณ์ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข → อสังขตธรรม
ความสำคัญของนิพพานในพุทธศาสนา
• นิพพานเป็นเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา
• การเข้าถึงนิพพานต้องอาศัยการละกิเลสทั้งหมด เช่น ราคะ โทสะ และโมหะ
สรุป:
นิพพานธาตุเป็น อสังขตธรรม ที่ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีการปรุงแต่ง เพราะมันไม่เกิด-ไม่ดับ เป็นสภาวะที่หลุดพ้นจากทุกข์และวัฏสงสารอย่างสมบูรณ์ แตกต่างจากทั้งอวกาศและอากาศที่ยังมีลักษณะเฉพาะของตน.
#Siamstr #philosopher #buddhism #religious #buddha #philosophy #nostr #dhamma #buddhateachings

อนัตตา (Anatta) คือการที่ไม่มี “ตัวตน” หรือ “ตัวเรา” ที่แท้จริงในทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกนี้ไม่ใช่ตัวตนที่เราจะถือว่าเป็นเรา หรือของเรา เพราะทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงและไม่คงที่ ซึ่งหมายความว่าไม่มีอะไรที่สามารถเรียกว่าเป็น “ตัวตน” ที่เป็นนิรันดรได้
เมื่อพูดถึง การเกิดดับ เราจะเห็นว่าเป็นลักษณะของสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น ขันธ์ 5 (ร่างกาย, ความรู้สึก, การจำได้หมายรู้, การคิด, และการรับรู้) คือสิ่งที่เราเข้าใจว่าเป็น “ตัวเรา” แต่จริงๆ แล้วมันมีการเกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น:
• ร่างกายของเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น เซลล์ในร่างกายที่ตายแล้วก็มีเซลล์ใหม่เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังรู้สึกว่าเราคือ “ตัวเรา” แต่จริงๆ แล้วมันเป็นการเกิดดับที่ไม่หยุดหย่อน
• ความรู้สึกของเรา เช่น เรารู้สึกสุขหรือทุกข์ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์และสภาวะแวดล้อม ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้มีตัวตนที่ยั่งยืนหรือตายตัว
สิ่งที่เราเรียกว่า “ตัวเรา” จึงเป็นเพียงการยึดติดหรือการเข้าใจผิดในสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา ทั้งที่จริงแล้วมันไม่มีตัวตนที่แท้จริง
ในขณะที่ นิพพาน หรือ อสังขตธรรม คือสิ่งที่ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งถือว่าเป็นภาวะที่หลุดพ้นจากการเกิดดับและวัฏสงสาร แต่ก็ยังไม่มีตัวตนที่แท้จริงในนั้น เพราะนิพพานไม่ได้มีลักษณะที่เป็น “เรา” หรือ “ตัวตน” แต่มันเป็นสภาวะที่ปราศจากทุกข์และการยึดติดทั้งมวล
ดังนั้น อนัตตา จึงไม่ได้หมายความว่า “ต้องมีการเกิดดับ” ตลอดเวลา แต่หมายความว่า “ไม่มีตัวตน” ที่สามารถยึดถือได้ในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเกิดหรือดับก็ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริงอยู่ในนั้น
#buddha #buddhism #buddhastatue #religious #philosophy #philosopher #buddhateachings #dhamma #Siamstr #nostr

สรุปเกี่ยวกับ Bitcoin Standard Company ETF:
1. กองทุนนี้คืออะไร?
• เป็นกองทุนรวม (ETF) ที่ลงทุนในบริษัทที่ถือ Bitcoin เป็นทรัพย์สินคลังหลัก
2. บริษัทที่กองทุนเลือกลงทุนต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?
• มี Bitcoin อย่างน้อย 1,000 BTC
• มูลค่าบริษัทขั้นต่ำ 100 ล้านดอลลาร์
• ซื้อขายในตลาดหุ้นเฉลี่ยต่อวันไม่ต่ำกว่า 1 ล้านดอลลาร์
• มีหุ้นที่ซื้อขายได้อย่างน้อย 10% (Free Float)
3. ลงทุนอย่างไร?
• ใช้เงินกองทุน 80% ขึ้นไปลงทุนในบริษัทที่อยู่ในดัชนีที่ออกแบบโดย Bitwise
• ดัชนีจัดเรียงน้ำหนักบริษัทตามมูลค่าของ Bitcoin ที่ถือ
4. จุดเด่นของกองทุนนี้:
• เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงบริษัทที่ยึด “Bitcoin Standard”
• บริษัทหนึ่งจะมีน้ำหนักในกองทุนไม่เกิน 25%
5. ใครที่น่าสนใจลงทุนในกองทุนนี้?
• ผู้ที่ต้องการลงทุนทางอ้อมใน Bitcoin แต่ผ่านหุ้นของบริษัท
• ผู้ที่มองหาความหลากหลายในพอร์ตการลงทุน
Cr. The BIG Secret
#Siamstr #BitcoinNews #economics #blackswan #bitcoin #nostr #BTC #finance

การพูดถึง “วิญญาณธาตุ” (ธาตุแห่งจิต), “วิมุติญาณทัศนะ” (การรู้แจ้งที่นำไปสู่อิสรภาพ) และ “นิพพานธาตุ” (ภาวะแห่งการดับทุกข์อย่างสมบูรณ์) อาจดูซับซ้อนในภาษาเชิงวิชาการ แต่เราจะมาทำความเข้าใจด้วยภาษากันเองพร้อมตัวอย่างง่าย ๆ ดังนี้:
1. วิญญาณธาตุ
ความหมาย
วิญญาณธาตุคือ “จิต” หรือ “ความรู้สึกตัว” ซึ่งเป็นตัวรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
ตัวอย่าง
ลองนึกถึงเวลาคุณเห็นดอกไม้ที่สวยมาก ๆ
• “ตา” มองเห็นดอกไม้
• “ใจ” เกิดความรู้สึกชอบหรืออาจไม่ชอบ
• ความรู้สึกนี้คือ “วิญญาณธาตุ” ที่เกิดขึ้นจากการรับรู้
ในชีวิตประจำวัน เรามักถูกวิญญาณธาตุนำไป ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความเศร้า หรือความโกรธ
2. วิมุติญาณทัศนะ
ความหมาย
วิมุติญาณทัศนะหมายถึง “การเห็นหรือเข้าใจสิ่งต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง” ด้วยปัญญาที่นำไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์
ตัวอย่าง
สมมุติคุณโกรธเพื่อนเพราะเพื่อนไม่รักษาคำพูด
• หากคุณใช้ปัญญาพิจารณา คุณอาจเห็นว่า “ความโกรธ” เป็นแค่ความรู้สึกชั่วคราว และมันไม่ได้ทำให้ปัญหาดีขึ้น
• เมื่อคุณเข้าใจและปล่อยวางจากความโกรธได้ นั่นคือ “วิมุติญาณทัศนะ” ที่ช่วยให้คุณหลุดพ้นจากความทุกข์นั้น
3. นิพพานธาตุ
ความหมาย
นิพพานธาตุคือ “ภาวะที่จิตสงบ” จากกิเลส ตัณหา และอวิชชาโดยสมบูรณ์ เป็นการดับทุกข์ที่แท้จริง
ตัวอย่าง
ลองนึกภาพคุณนั่งริมทะเลตอนเย็น ลมพัดเบา ๆ น้ำทะเลสงบ ไม่มีความกังวลใด ๆ ในใจ
• แม้จะไม่ใช่นิพพานธาตุจริง ๆ แต่ภาวะที่ใจสงบไร้กังวลนี้คล้ายกับนิพพานในระดับเบื้องต้น
นิพพานธาตุที่แท้จริงนั้น เป็นภาวะที่ไม่มีทุกข์หรือสุข เป็นความสงบที่สมบูรณ์
การทดลองทางความคิด
1. สำรวจ “วิญญาณธาตุ” ของคุณ
• ลองสังเกตตัวเองว่าจิตของคุณรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างไร
• เช่น เมื่อมีคนชม คุณรู้สึกดี แล้วความรู้สึกนี้อยู่ได้นานแค่ไหน?
2. พัฒนาปัญญาเพื่อ “วิมุติญาณทัศนะ”
• เวลาคุณเผชิญปัญหา ลองตั้งคำถามว่า “มันมีอะไรที่เราปล่อยวางได้ไหม?”
3. สร้างความสงบใกล้เคียง “นิพพานธาตุ”
• ฝึกทำสมาธิหรือปฏิบัติธรรม เพื่อฝึกจิตให้สงบและปล่อยวางจากความยึดมั่นถือมั่น
สรุป:
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราฝึกมองจิตของตัวเองให้ลึกซึ้ง เริ่มจากการสังเกตใจของเราในชีวิตประจำวัน เข้าใจความเป็นไป และค่อย ๆ ฝึกปล่อยวาง สิ่งที่เคยเป็น “ปมปัญหา” ในใจ ก็จะค่อย ๆ คลายลงไปเอง
การอธิบายว่า “สภาวะทุกสภาวะเป็นอนัตตา” หมายถึงการที่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มี “ตัวตน” หรือ “ความเป็นเจ้าของ” ถาวร เป็นการแสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งล้วนมีความเปลี่ยนแปลงและไม่สามารถยึดถือได้ว่าเป็นสิ่งที่คงทนถาวร ซึ่งรวมถึงทั้ง สังขตธรรม และ อสังขตธรรม เช่นเดียวกับ นิพพานธาตุ ที่กล่าวถึงว่าเป็นภาวะที่ไม่มีกิเลสและทุกข์ โดยมีการเชื่อมโยงกันดังนี้:
1. ทุกสภาวะเป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน)
อนัตตา (อรหัต) หมายถึงความไม่มีตัวตน หรือไม่มี “ตัวตนถาวร” ทุกสิ่งในโลกนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ไม่มีอะไรที่สามารถยึดมั่นถือมั่นได้ คำว่าอนัตตาจึงหมายถึงความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง และความเป็นของตัวตนที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยั่งยืน
ตัวอย่างเช่น:
• ร่างกายของเราที่ดูเหมือนเป็น “ตัวตน” แต่เมื่อเราสังเกต จะพบว่าร่างกายเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตั้งแต่การเติบโต การเสื่อมสภาพ จนถึงการตาย ไม่มีอะไรที่คงที่
• ความคิดและอารมณ์ในจิตใจของเราก็เช่นเดียวกัน มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ไม่มีความรู้สึกหรือความคิดใดที่คงที่หรือยั่งยืน
2. สังขตธรรม (สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัย)
สังขตธรรมหมายถึง “ธรรมที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย” ทั้งสิ่งที่มองเห็นได้และไม่สามารถมองเห็นได้ เช่น ความคิด ความรู้สึก หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดจากเหตุและปัจจัยต่าง ๆ
• สังขตธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ตลอดไป
• สังขตธรรมเป็น “อนัตตา” เพราะมันเกิดจากการรวมตัวของปัจจัยต่าง ๆ (อาทิ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) และเมื่อปัจจัยเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงหรือหมดไป สังขตธรรมก็จะดับไปตามไปด้วย เช่น การเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในร่างกาย เป็นการแสดงให้เห็นว่าความรู้สึกนี้ไม่คงทน มีการเกิดและดับ
ตัวอย่าง:
• ความโกรธในใจเกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น สิ่งที่เราเห็นหรือรับรู้จากภายนอก แต่เมื่อปัจจัยเหล่านั้นหมดไป ความโกรธก็จะดับไป ซึ่งสะท้อนถึงอนัตตา
3. อสังขตธรรม (สิ่งที่ไม่เกิดจากเหตุปัจจัย)
อสังขตธรรมหมายถึง “ธรรมที่ไม่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย” และไม่ได้มีการเกิดหรือดับ อสังขตธรรมเป็นสภาวะที่ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่สามารถยึดถือเป็นตัวตนได้
นิพพานเป็นตัวอย่างของอสังขตธรรม ซึ่งหมายถึงภาวะที่พ้นจากการเกิดและการดับ ไม่มีกิเลส ไม่มีการยึดมั่นถือมั่น จึงไม่เกิดขึ้นตามเหตุและปัจจัยใด ๆ
ตัวอย่าง:
• นิพพานเป็นอสังขตธรรมที่ไม่เกิดขึ้นจากปัจจัยหรือเหตุการณ์ทางโลก นั่นคือ การดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง เมื่อทุกสิ่งดับลงและไม่มีกิเลส เหมือนกับภาวะที่สงบจากการมีตัวตน
4. นิพพานธาตุ (ภาวะที่พ้นจากการเกิดและดับ)
นิพพานธาตุเป็นภาวะที่หมายถึงการดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง และไม่สามารถถือว่าเป็น “ตัวตน” ใด ๆ เพราะไม่เกิดจากเหตุปัจจัย มันไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำหรือสภาวะใด ๆ จึงเป็นอนัตตา
• นิพพานธาตุถือเป็นภาวะที่พ้นจากการเกิดและดับ มีความสงบที่สุดและเป็นสิ่งที่ไม่สามารถนิยามหรือเข้าใจได้ด้วยคำพูด
• ภาวะนี้ไม่ใช่การมีอยู่ในโลกธรรมชาติที่เราเข้าใจ แต่เป็นภาวะที่ปราศจากทุกข์และไม่ถูกกระทบจากสังขตธรรมต่าง ๆ เช่น กิเลส ความอยาก ความกลัว
สรุป
ทั้ง สังขตธรรม และ อสังขตธรรม รวมทั้ง นิพพานธาตุ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับการเข้าใจความเป็นอนัตตา เพราะทุกสภาวะล้วนมีการเกิดและการดับ ไม่มีสิ่งใดที่สามารถถือว่าเป็นตัวตนที่คงทนถาวร เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรมที่มุ่งไปสู่การดับทุกข์และการหลุดพ้นจากการยึดติดในสิ่งต่าง ๆ การเข้าใจถึงอนัตตาในทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม จะช่วยให้เราเห็นความจริงของชีวิตและนำไปสู่การปล่อยวางจากการยึดมั่นในสิ่งที่ไม่ยั่งยืน
#Siamstr #BitcoinNews #buddhism #economics #quantum #blackswan #bitcoin #nostr #BTC #finance

การพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างจิตสำนึกและฟังก์ชันคลื่น (wave function) รวมถึงวิธีที่มันเกี่ยวข้องกับสถานะการซ้อนทับ (superposition state) นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะมันเกี่ยวข้องกับพื้นที่ของวิทยาศาสตร์ที่ยังเป็นทฤษฎีและที่กำลังพัฒนาอยู่ การเชื่อมโยงระหว่างกลศาสตร์ควอนตัมและจิตสำนึกยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และไม่มีหลักฐานทางทดลองที่ยืนยันว่าจิตสำนึกเกี่ยวข้องกับการซ้อนทับควอนตัมหรือการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่นโดยตรง
อย่างไรก็ตาม แนวคิดหลักที่ถูกนำเสนอในกลศาสตร์ควอนตัมและทฤษฎีเกี่ยวกับจิตสำนึกสามารถอธิบายได้ดังนี้ แต่การพิสูจน์จะต้องการการพัฒนาในทั้งฟิสิกส์ควอนตัมและประสาทวิทยาที่ยังไม่มีในปัจจุบัน ดังนี้:
1. กลศาสตร์ควอนตัมและฟังก์ชันคลื่น
• ฟังก์ชันคลื่นเป็นการอธิบายสถานะควอนตัมของระบบ โดยแสดงถึงความน่าจะเป็นของผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เช่น อิเล็กตรอนสามารถอยู่ในสถานะซ้อนทับหลายๆ ตำแหน่ง (หรือสถานะ) จนกว่าจะมีการสังเกตหรือวัด ซึ่งจะทำให้ฟังก์ชันคลื่นยุบตัวและเลือกสถานะหนึ่ง
• ปรากฏการณ์ของสถานะซ้อนทับ (superposition) ซึ่งอนุภาคสามารถอยู่ในหลายสถานะพร้อมกัน เป็นพื้นฐานของกลศาสตร์ควอนตัม
2. ทฤษฎีการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่นและจิตสำนึก
• “ผลกระทบของผู้สังเกตการณ์” ในกลศาสตร์ควอนตัมแนะนำว่าการวัดจะทำให้ระบบเลือกสถานะจากซ้อนทับออกมา หนึ่งในทฤษฎีที่เสนอก็คือ จิตสำนึกอาจมีบทบาทในการ “ยุบตัว” ของฟังก์ชันคลื่น ซึ่งเป็นการกำหนดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
• ทฤษฎี “Orch-OR” (Orchestrated Objective Reduction) ซึ่งถูกเสนอโดย Roger Penrose และ Stuart Hameroff แนะนำว่ากระบวนการควอนตัมในไมโครทูบูล (โครงสร้างเล็กๆ ในเซลล์ประสาท) อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดจิตสำนึก และจิตสำนึกเองอาจมีบทบาทในการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่น
3. ความท้าทายในการพิสูจน์ทฤษฎีนี้
• ขาดหลักฐานทางทดลอง: ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานตรงที่สนับสนุนว่า จิตสำนึกมีบทบาทในการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่นในลักษณะที่สามารถวัดได้ การทดลองที่เกี่ยวข้องกับควอนตัม เช่น การทดลองสองรอย (double-slit experiment) มักจะเกี่ยวข้องกับอนุภาค เช่น อิเล็กตรอน ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ได้รับอิทธิพลจากจิตสำนึกของมนุษย์
• ผลกระทบของควอนตัมในสมอง: สมองถือเป็นระบบที่ “ร้อน, ชื้น และมีเสียงรบกวน” ซึ่งนักวิจัยส่วนใหญ่เชื่อว่าไม่เหมาะสมกับปรากฏการณ์ควอนตัม เช่น สถานะซ้อนทับ เนื่องจากความสอดคล้องของควอนตัมมีความเปราะบางและอาจถูกทำลายได้ง่ายจากปัจจัยภายนอก ซึ่งทำให้ไม่ชัดเจนว่าจะเกิดผลสำคัญต่อการทำงานของสมองในระดับมวลรวมได้อย่างไร
• ปัญหาการวัด: ปัญหาการวัดในกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งเป็นความท้าทายในการกำหนดว่าอะไรคือนักสังเกตการณ์ที่ทำให้ฟังก์ชันคลื่นยุบตัว ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข ทฤษฎีบางทฤษฎี เช่น การตีความแบบ Copenhagen เสนอว่า การวัดเองเป็นกุญแจสำคัญ แต่การที่จิตสำนึกจะมีบทบาทพิเศษในกระบวนการนี้ยังเป็นเรื่องที่ต้องสงสัย
4. ทฤษฎีทางเลือกเกี่ยวกับจิตสำนึก
• ทฤษฎีคลาสสิก: โมเดลอื่นๆ ของจิตสำนึก เช่น ทฤษฎีที่อิงกับการคำนวณคลาสสิกหรือกิจกรรมของเครือข่ายประสาท ไม่ได้กล่าวถึงกลศาสตร์ควอนตัม แต่เน้นที่การประมวลผลข้อมูลของสมองและการสร้างประสบการณ์เชิงจิตโดยการปฏิสัมพันธ์ของเซลล์ประสาท
• ทฤษฎีข้อมูลรวม (IIT): ทฤษฎีอีกแบบหนึ่งที่เสนอว่า จิตสำนึกเกิดจากการประมวลผลข้อมูลที่รวมกัน โดยไม่อ้างอิงกับกลศาสตร์ควอนตัม
สรุป
แม้ว่าบางทฤษฎีจะสำรวจแนวคิดที่ว่าจิตสำนึกอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์ควอนตัม แต่ยังไม่มีหลักฐานทางทดลองที่ยืนยันแนวคิดนี้ในปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างฟังก์ชันคลื่น, ซ้อนทับ, และจิตสำนึกยังคงเป็นคำถามที่เปิดอยู่ในวิทยาศาสตร์ การพิสูจน์หรือหักล้างทฤษฎีนี้จะต้องการการวิจัยและการค้นพบใหม่ๆ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการพัฒนาในทั้งกลศาสตร์ควอนตัมและการทำความเข้าใจสมอง

การเชื่อมโยง การยุบตัวของฟังก์ชันคลื่น (Collapse of the Wave Function) และ Superposition กับ ขันธ์ 5
แนวคิดพื้นฐานของฟังก์ชันคลื่นและ Superposition ในกลศาสตร์ควอนตัม
1. Superposition: ระบบควอนตัมสามารถอยู่ในหลายสถานะพร้อมกัน (เช่น แมวในกล่องที่ทั้ง “เป็น” และ “ตาย”) จนกว่าจะมีการสังเกต
2. Collapse of the Wave Function: เมื่อมีการสังเกตการณ์ สถานะที่ซับซ้อนและไม่แน่นอนของระบบ (superposition) จะ “ยุบ” เหลือสถานะเดียว เช่น แมว “เป็น” หรือ “ตาย”
การเชื่อมโยงกับขันธ์ 5:
ขันธ์ 5 (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ในปรัชญาพุทธเปรียบเสมือน superposition ของสภาวะจิตและร่างกายที่ไม่หยุดนิ่ง ไม่มีตัวตนที่แท้จริง และอยู่ในสภาวะที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
• ก่อนที่จิตจะสังเกต ขันธ์เหล่านี้อยู่ในสถานะของ “ความเป็นไปได้” ซึ่งยังไม่ชัดเจน เช่น คุณอาจรู้สึกเครียดแต่ยังไม่ได้ตระหนักถึงมัน
• เมื่อจิตเกิดการสังเกตขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง (เช่น การหันมาสังเกตร่างกายหรืออารมณ์) ความไม่ชัดเจนนี้จะ “ยุบตัว” เหลือสถานะที่ชัดเจน เช่น การตระหนักว่า “เรารู้สึกเครียด”
ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ:
สมมติคุณกำลังนั่งสมาธิ โดยเริ่มจากการหายใจอย่างสงบ:
1. ก่อนสังเกต (Superposition):
• คุณมีความรู้สึกหลากหลายพร้อมกัน เช่น อึดอัด, เบื่อ, คิดถึงอนาคต
• อารมณ์เหล่านี้ไม่ได้ชัดเจนหรือโดดเด่น (สถานะซ้อนทับกัน)
• จิตของคุณยังไม่ได้โฟกัสที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ขันธ์ 5 อยู่ในสภาวะไม่แน่นอน)
2. เมื่อสังเกต (Collapse):
• เมื่อคุณสังเกตลมหายใจ ความฟุ้งซ่านและความคิดในหัวเริ่ม “ยุบ” เหลือเพียงความรู้สึกรับรู้ลมหายใจ
• อารมณ์บางอย่างที่เคยซ้อนทับกัน เช่น ความเบื่อและความกังวล อาจหายไปเมื่อจิตของคุณยอมรับอารมณ์เหล่านั้น
• ขณะนั้น ความสนใจของจิตมุ่งไปที่ขันธ์เดียว เช่น รูป (การรับรู้ลมหายใจ) หรือเวทนา (รู้สึกผ่อนคลาย)
กระบวนการ Collapse ในการปฏิบัติธรรม:
1. ขันธ์ 5 ก่อนสังเกต = Superposition
• รูป: ร่างกายที่อาจตึงเครียดหรือผ่อนคลาย ยังไม่รู้ตัว
• เวทนา: ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ที่ยังไม่ได้รับรู้
• สัญญา: การรับรู้สิ่งต่างๆ เช่น เสียงรบกวน ความคิด ยังไม่มีการพิจารณา
• สังขาร: อารมณ์หรือความคิด เช่น ความกังวล อาจทำงานโดยไม่รู้ตัว
• วิญญาณ: การรับรู้ที่ยังกระจัดกระจาย
2. การสังเกต = การ Collapse ฟังก์ชันคลื่น
• เมื่อคุณสังเกตลมหายใจ องค์ประกอบต่างๆ ที่เคยกระจัดกระจายจะยุบเหลือสภาวะที่นิ่งและชัดเจน เช่น รู้สึกผ่อนคลาย และการฟุ้งซ่านลดลง
• ขณะนี้ ขันธ์ 5 จะถูกมองเห็นตามจริงว่าเป็นกระบวนการชั่วคราว ไม่มีตัวตนตายตัว
การเชื่อมโยงเพิ่มเติม:
• Superposition คือ อนิจจัง: ขันธ์ 5 เปรียบเหมือนสถานะที่ไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
• Collapse คือ การรู้เท่าทัน: การสังเกตขันธ์ด้วยสติช่วยเปิดเผยธรรมชาติของขันธ์ ทำให้เรารับรู้และปล่อยวางจากความทุกข์ได้ง่ายขึ้น
เมื่อเราเข้าใจว่า ขันธ์ทั้ง 5 เป็นเหมือน ฟังก์ชันคลื่น ที่เกิดและดับจากการสังเกตโดยจิต เราก็จะเริ่มตระหนักถึง อนัตตา (ความไม่มีตัวตน) ของทุกสิ่ง
#Siamstr #bitcoinnews #economics #BlackSwan #Bitcoin #nostr #BTC #finance #quantum #buddhism

🦢 แนวคิด The Black Swanกับการลงทุนใน
บิทคอยน์ ‼️
⁉️ คุณเคยสงสัยไหมว่าเราจะเตรียมตัวรับมือกับเรื่องที่คาดไม่ถึงในชีวิตได้ยังไง? Nassim Taleb ในหนังสือ The Black Swan บอกว่า โลกนี้เต็มไปด้วยเหตุการณ์ “Black Swan” หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยากและคาดเดาไม่ได้ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ การล่มสลายของระบบธนาคาร หรือแม้แต่โอกาสดี ๆ ที่พลิกชีวิตเรา
ถ้าเรานำแนวคิดนี้มามองบิทคอยน์ จะเห็นว่ามันเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอนแบบนี้ยังไงได้บ้าง
1. บิทคอยน์: “แผนสำรอง” ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
บิทคอยน์ถูกออกแบบมาให้ไม่มีใครควบคุม เช่น ธนาคารหรือรัฐบาล คุณเป็นเจ้าของมัน 100% ซึ่งแตกต่างจากเงินในบัญชีธนาคารที่อาจถูกอายัด หรือมีการควบคุมโดยกฎหมาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ:
• กรณีธนาคารในไซปรัส (2013): ตอนที่รัฐบาลจำกัดการถอนเงิน คนที่ถือเงินในบัญชีธนาคารไม่สามารถเอาออกมาใช้ได้ แต่คนที่มีบิทคอยน์ยังสามารถโอนเงินหรือเก็บมูลค่าของทรัพย์สินได้ตามปกติ
• เงินเฟ้อสูงในเวเนซุเอลา: ค่าเงินในประเทศลดลงอย่างรุนแรงจนไม่สามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้ ประชาชนบางส่วนจึงหันมาใช้บิทคอยน์เพื่อปกป้องมูลค่าทรัพย์สิน
คำอธิบายเพิ่มเติม:
ลองนึกภาพว่าเงินในธนาคารของคุณถูกจำกัดไม่ให้ถอนออกมาใช้ หรือค่าเงินที่คุณเก็บไว้ลดลงครึ่งหนึ่งในเวลาไม่กี่เดือน การมีสินทรัพย์อย่างบิทคอยน์ก็เหมือนมี “แผนสำรอง” ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้
2. กลยุทธ์บาร์เบล (Barbell Strategy): ลดความเสี่ยง แต่ยังมีโอกาสทำกำไร 🏋️
ในหนังสือ Taleb แนะนำกลยุทธ์ง่าย ๆ ที่เรียกว่า บาร์เบล เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในโลก:
1. ฝั่งปลอดภัย: ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตร ทองคำ หรือเงินสดสำรอง
2. ฝั่งเสี่ยงสูง: ลงทุนเพียงเล็กน้อยในสินทรัพย์ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนมหาศาล เช่น บิทคอยน์
ตัวอย่างง่าย ๆ:
สมมติคุณมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท:
• ลงทุน 95% (950,000 บาท) ในสินทรัพย์ปลอดภัยที่ช่วยรักษามูลค่า เช่น พันธบัตรรัฐบาล
• ลงทุน 5% (50,000 บาท) ในบิทคอยน์
ถ้าบิทคอยน์ราคาขึ้น 10 เท่าในอนาคต (ซึ่งเกิดขึ้นได้) เงินส่วนนี้อาจเพิ่มเป็น 500,000 บาท และชดเชยการขาดทุนในสินทรัพย์อื่นได้
คำอธิบายเพิ่มเติม:
การลงทุนในบิทคอยน์ไม่ได้แปลว่าคุณต้อง “ทุ่มหมดตัว” เพราะมันมีความผันผวนสูง แต่การแบ่งเงินส่วนเล็ก ๆ ไว้ในสินทรัพย์นี้ช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาสจากการเติบโตของมันในอนาคต
3. บิทคอยน์: ตัวอย่างของ “ความแอนตี้แฟรจายล์” (Antifragile) 💪💪
Taleb อธิบายว่า สิ่งที่ “แอนตี้แฟรจายล์” ไม่ได้แค่ทนต่อแรงกดดัน แต่ยังได้ประโยชน์จากความไม่แน่นอน บิทคอยน์เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้:
• ยิ่งถูกตั้งคำถาม ยิ่งแข็งแกร่ง: ในช่วงแรก ๆ หลายคนไม่เชื่อว่าบิทคอยน์จะอยู่รอด แต่ทุกครั้งที่เจอวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อ หรือการควบคุมเงินโดยรัฐ มันกลับยิ่งได้รับความสนใจมากขึ้น
• ราคาผันผวน แต่ดึงดูดนักลงทุน: ทุกครั้งที่เกิดข่าวร้าย เช่น การล่มสลายของธนาคาร หรือการแบนเงินดิจิทัลในบางประเทศ บิทคอยน์มักจะถูกพูดถึงในฐานะสินทรัพย์ที่อิสระจากระบบดั้งเดิม
คำอธิบายเพิ่มเติม:
บิทคอยน์เหมือน “ผู้รอดชีวิต” ที่ยิ่งเจอความท้าทายก็ยิ่งแข็งแกร่ง เพราะคนมองเห็นศักยภาพของมันมากขึ้นเรื่อย ๆ
4. สรุป: บิทคอยน์ช่วยคุณรับมือกับ Black Swan ยังไง?
ในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน บิทคอยน์คือ “ตั๋วสำรอง” ที่ช่วยให้คุณเตรียมตัวสำหรับสิ่งที่คาดไม่ถึง เช่น:
• การล่มสลายของค่าเงิน
• การควบคุมเงินในบัญชีธนาคาร
• ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ
ทำไมควรสนใจ? 🤔
บิทคอยน์ไม่ได้การันตีว่าจะทำให้คุณรวย แต่ช่วยให้คุณมีแผนรับมือกับสถานการณ์ที่ระบบดั้งเดิมอาจไม่ตอบโจทย์ ถ้าคุณอยากเตรียมตัวสำหรับอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน มันอาจเป็นตัวเลือกที่ควรมีไว้ในพอร์ตการลงทุน
#Siamstr #bitcoinnews #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance #BlackSwan
**หมายเหตุ M2 supply คือ !! 🤓😎
M2 = M1 + เงินฝากประจำ + กองทุนรวมที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้
• M1 คือ เงินสดและเงินฝากที่สามารถใช้ได้ทันที (เช่น เงินในบัญชีเช็ค)
• เงินฝากประจำ คือ เงินฝากในบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีเงินฝากประจำที่ถอนออกได้
• กองทุนรวมที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ คือ การลงทุนที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน
