Avatar
HuaiphuengProject
e047f82fd6905f9224d9a927e0474819cf4dc8654ef599240b3876d5f7d05b0b
doesn’t matter who you are

Don't trust, verify ...

บทความพิเศษ

ความสัมพันธ์ ของ ดัชนีตลาด SET

ในช่วง เดือนนักษัตร ที่ชงกับ ปีนักษัตร

จากการรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี

2013 - 2023

เนื่องจากการเปลี่ยน เดือนนักษัตรของดวงจีน ไม่ใช่วันที่ 1 ของแต่ละเดือน แต่เพื่อความง่ายและสะดวกของการใช้ข้อมูลย้อนหลัง จึงขออนุโลมใช้ข้อมูล การเปลี่ยนแปลงของดัชนีตลาด SET จาก Trading View โดยใช้กราฟรายเดือน แล้วดูว่าเป็นแท่งแดงหรือแท่งเขียว ...

ผลสรุปคือ

Sep 23 แดง

Aug 22 เขียว

Jul 21 แดง

Jun 20 แดง

May 19 แดง

Apr 18 เขียว

Mar 17 เขียว

Feb 16 เขียว

Jan 15 เขียว

Dec 13 แดง

จากตอนแรก ที่ย้อนหลัง ไป 5 ปี ดูเหมือนมี นัยยะสำคัญ คือ แดง 4 เขียว 1 แต่พอย้อนกลับไป รวม 10 ปี กลับได้ผลว่า แดง 5 เขียว 5

ฉะนั้น ตามหลักสถิติ คงใช้ไม่ได้ ครับ :)

ป.ล. ยกเว้น ถ้า มีคนส่วนใหญ่ หันมาเชื่อในหลักการนี้ ตัวเลขทางสถิติ ก็จะเปลี่ยนไป เห็นได้จาก ข้อมูล 5 ปีล่าสุด เมื่อเทียบกับ ข้อมูล 5 ปี ก่อนหน้านั้น

GM #Nostr #SiamStr

GM ครับ

Replying to Avatar Mr.Note

GM #siamstr “Eat That Frog กินกบตัวนั้นซะ” ของ Brian Tracy เป็นหนังสือเมื่อปี 2012 แต่ผมพึ่งซื้อมาอ่าน(ยังรู้สึกเสียดายเลยที่พึ่งได้มาอ่านไปอ่านของยากๆ เล่มหนาๆก่อน)😅 ต้องบอกได้เลยว่า ใครเริ่มต้นหาหนังสือเรื่องการบริหารเวลาและบริหารตัวเราเอง ต้องเริ่มจากเล่มนี้เลยครับ เพราะอ่านง่ายและเนื้อหาไม่เยอะ เหมาะกับคนเริ่มต้นอ่านหนังสือแล้วลงมือทำได้ด้วยตัวเอง ผมพอสรุปเนื้อหาคร่าวๆดังนี้

กบ หมายถึง งาน ที่กองอยู่ตรงหน้า ต้องกินกบตัวที่สำคัญที่สุดก่อนจนกลายเป็นนิสัย ความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกล โดยมีกฎ 21 ข้อ คือ

1. จัดโต๊ะ: เขียนเป้าหมายและจุดประสงค์ก่อนเริ่มลงมือทำ

2. วางแผนแต่ละวันเอาไว้ล่วงหน้า

3. ใช้กฎ 80/20 กับทุกเรื่อง: ทุ่มเทให้กับงาน 20% แล้วเกิดผลลัพธ์ 80%

4. คำนึงถึงผลลัพธ์ที่ตามมา: งานสำคัญจะกระทบต่อชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน ทั้งแง่บวกหรือลบ ต้องยอมรับมัน

5. ฝึกผัดวันประกันพรุ่งอย่างสร้างสรรค์: ผัดผ่อนงานไม่สำคัญ ให้มีเวลามากพอกับงานที่สำคัญกว่า

6. หมั่นใช้เทคนิค ABCD จัดประเภทงานตามความสำคัญ: เพื่อให้มั่นใจว่าคุณกำลังทำงานสำคัญอยู่

7. ให้ความสำคัญกับหน้าที่หลัก

8. ประยุกต์ใช้กฎทองสามประการ: ระบุงาน3 อย่างที่ทำแล้วได้ประโยชน์ถึง 90% ของงานที่มีทั้งหมด ที่วางผลต่อชีวิตหรือบริษัท

9. เตรียมการอย่างรอบคอบก่อนเริ่มงาน: เตรียมสิ่งจำเป็น เช่น รายงาน เครื่องมือ ฯลฯเพื่อให้เริ่มทำงานได้ต่อเนื่อง

10. จับตามองถังน้ำมันทีล่ะถัง: ทำงานไปทีล่ะขั้นตอนจนกว่างานจะเสร็จ

11. พัฒนาทักษะสำคัญๆ ของคุณให้ดีขึ้น: ฝึกทักษะที่จำเป็นในงานที่ทำ

12. มองหาข้อจำกัดของคุณ: หาให้เจอแล้วพยายามพัฒนาและแก้ไข

13. สร้างแรงกดดันให้ตัวเอง: ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อยู่นอก Comfort Zone ทั้งนั้น

14. กระตุ้นตัวเองให้ลงมือทำ: ให้กำลังใจตัวเอง คิดในทางบวกเสมอ

15. เทคโนโลยีเป็นเจ้านายที่ยอดแย่: ใช้เทคโนโลยีให้เป็นทาส อย่าเสพติด ทวงคืนเวลาของเราคืนมา

16. เทคโนโลยีเป็นทาสรับใช้ที่ยอดเยี่ยม: ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีมาช่วยทำในสิ่งที่สำคัญที่สุด

17. ใช้ประโยชน์จากพลังแห่งการจดจ่อ: มันจะเกิดสภาวะลื่นไหล(Flow) คุณจะสิ่งนั้นได้ดี

18. หั่นงานเป็นชิ้นๆ: ซอยงานใหญ่ออกเป็นชิ้นๆ เริ่มทำจากส่วนเล็กๆก่อน

19. สร้างช่วงเวลาขนาดใหญ่: แบ่งเวลาในแต่ละวันออกเป็นช่วงๆ แล้วหาทางรวบช่วงเวลาเข้าหากันสำหรับการทำงานที่สำคัญที่สุด

20. สร้างสำนึกแห่งความเร่งด่วน: สร้างนิสัยลงมือทำงานสำคัญทันที ให้เสร็จสุล่วงโดยเร็ว

21. แน่วแน่กับงานทุกอย่างที่ทำ: จัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน ลงมือทำงานที่สำคัญที่สุดทันที ทำโดยไม่หยุดจนกว่างานจะเสร็จ

การบริหารเวลาให้งานสำเร็จก็เริ่มต้นที่ตัวเราเอง ทำให้เป็นนิสัย เมื่อถึงเวลาหนึ่งเราก็จะเติบโตไปบริหารคนต่อ ผมแนะนำเลยว่า ต้องอ่านหนังสือ 2 เล่มนี้ต่อ คือ The 7 Habits และ The 8 Habits ของ Stephen R.Covey รวมถ้ายังมีเวลาพอต่อด้วย สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน) อีกสัก 2-3 รอบ รับรองเก็บเรื่องบริหารงาน บริหารคนได้ทุกเม็ด มันจะเป็น Proof of Work ที่มีคุณค่าแน่นอนถ้าอ่านแล้วลงมือทำ🙂….ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าผมอ่านเล่มไหนเห็นว่าดี มีประโยชน์ ขออนุญาตมาแชร์ให้ชาวทุ่งม่วงอีกนะครับ🙏❤️

อ่านเรียบร้อยครับ เอาไว้ปรับใช้

Replying to Avatar Mr.Note

GM #siamstr “Eat That Frog กินกบตัวนั้นซะ” ของ Brian Tracy เป็นหนังสือเมื่อปี 2012 แต่ผมพึ่งซื้อมาอ่าน(ยังรู้สึกเสียดายเลยที่พึ่งได้มาอ่านไปอ่านของยากๆ เล่มหนาๆก่อน)😅 ต้องบอกได้เลยว่า ใครเริ่มต้นหาหนังสือเรื่องการบริหารเวลาและบริหารตัวเราเอง ต้องเริ่มจากเล่มนี้เลยครับ เพราะอ่านง่ายและเนื้อหาไม่เยอะ เหมาะกับคนเริ่มต้นอ่านหนังสือแล้วลงมือทำได้ด้วยตัวเอง ผมพอสรุปเนื้อหาคร่าวๆดังนี้

กบ หมายถึง งาน ที่กองอยู่ตรงหน้า ต้องกินกบตัวที่สำคัญที่สุดก่อนจนกลายเป็นนิสัย ความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกล โดยมีกฎ 21 ข้อ คือ

1. จัดโต๊ะ: เขียนเป้าหมายและจุดประสงค์ก่อนเริ่มลงมือทำ

2. วางแผนแต่ละวันเอาไว้ล่วงหน้า

3. ใช้กฎ 80/20 กับทุกเรื่อง: ทุ่มเทให้กับงาน 20% แล้วเกิดผลลัพธ์ 80%

4. คำนึงถึงผลลัพธ์ที่ตามมา: งานสำคัญจะกระทบต่อชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน ทั้งแง่บวกหรือลบ ต้องยอมรับมัน

5. ฝึกผัดวันประกันพรุ่งอย่างสร้างสรรค์: ผัดผ่อนงานไม่สำคัญ ให้มีเวลามากพอกับงานที่สำคัญกว่า

6. หมั่นใช้เทคนิค ABCD จัดประเภทงานตามความสำคัญ: เพื่อให้มั่นใจว่าคุณกำลังทำงานสำคัญอยู่

7. ให้ความสำคัญกับหน้าที่หลัก

8. ประยุกต์ใช้กฎทองสามประการ: ระบุงาน3 อย่างที่ทำแล้วได้ประโยชน์ถึง 90% ของงานที่มีทั้งหมด ที่วางผลต่อชีวิตหรือบริษัท

9. เตรียมการอย่างรอบคอบก่อนเริ่มงาน: เตรียมสิ่งจำเป็น เช่น รายงาน เครื่องมือ ฯลฯเพื่อให้เริ่มทำงานได้ต่อเนื่อง

10. จับตามองถังน้ำมันทีล่ะถัง: ทำงานไปทีล่ะขั้นตอนจนกว่างานจะเสร็จ

11. พัฒนาทักษะสำคัญๆ ของคุณให้ดีขึ้น: ฝึกทักษะที่จำเป็นในงานที่ทำ

12. มองหาข้อจำกัดของคุณ: หาให้เจอแล้วพยายามพัฒนาและแก้ไข

13. สร้างแรงกดดันให้ตัวเอง: ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อยู่นอก Comfort Zone ทั้งนั้น

14. กระตุ้นตัวเองให้ลงมือทำ: ให้กำลังใจตัวเอง คิดในทางบวกเสมอ

15. เทคโนโลยีเป็นเจ้านายที่ยอดแย่: ใช้เทคโนโลยีให้เป็นทาส อย่าเสพติด ทวงคืนเวลาของเราคืนมา

16. เทคโนโลยีเป็นทาสรับใช้ที่ยอดเยี่ยม: ใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีมาช่วยทำในสิ่งที่สำคัญที่สุด

17. ใช้ประโยชน์จากพลังแห่งการจดจ่อ: มันจะเกิดสภาวะลื่นไหล(Flow) คุณจะสิ่งนั้นได้ดี

18. หั่นงานเป็นชิ้นๆ: ซอยงานใหญ่ออกเป็นชิ้นๆ เริ่มทำจากส่วนเล็กๆก่อน

19. สร้างช่วงเวลาขนาดใหญ่: แบ่งเวลาในแต่ละวันออกเป็นช่วงๆ แล้วหาทางรวบช่วงเวลาเข้าหากันสำหรับการทำงานที่สำคัญที่สุด

20. สร้างสำนึกแห่งความเร่งด่วน: สร้างนิสัยลงมือทำงานสำคัญทันที ให้เสร็จสุล่วงโดยเร็ว

21. แน่วแน่กับงานทุกอย่างที่ทำ: จัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน ลงมือทำงานที่สำคัญที่สุดทันที ทำโดยไม่หยุดจนกว่างานจะเสร็จ

การบริหารเวลาให้งานสำเร็จก็เริ่มต้นที่ตัวเราเอง ทำให้เป็นนิสัย เมื่อถึงเวลาหนึ่งเราก็จะเติบโตไปบริหารคนต่อ ผมแนะนำเลยว่า ต้องอ่านหนังสือ 2 เล่มนี้ต่อ คือ The 7 Habits และ The 8 Habits ของ Stephen R.Covey รวมถ้ายังมีเวลาพอต่อด้วย สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน) อีกสัก 2-3 รอบ รับรองเก็บเรื่องบริหารงาน บริหารคนได้ทุกเม็ด มันจะเป็น Proof of Work ที่มีคุณค่าแน่นอนถ้าอ่านแล้วลงมือทำ🙂….ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าผมอ่านเล่มไหนเห็นว่าดี มีประโยชน์ ขออนุญาตมาแชร์ให้ชาวทุ่งม่วงอีกนะครับ🙏❤️

GM ครับพี่ ขอติดไว้ก่อนนะเดี๋ยวมาอ่านอีกที

Replying to Avatar Arn Sange

เมื่อวัยรุ่น low carb กินหมูกระทะ vs กินอาหารข้างทาง ด้วยงบที่เท่ากัน

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่แม่มจ่อมาที่สี่แยกอีกฝั่งแล้ว ผมดันบ้าพลังไม่ถูกเวลาถ่อไปหาค่าขนมถึงแถวสันกำแพง ซึ่งต้องขับออกจากตัวเมืองไปประมาณชั่วโมงนึง แต่นั่นก็ทำให้ผมมีอะไรเขียนในนี้หลังจากไม่ได้เขียนมานาน

หลังเสร็จงานผมอยากหาอะไรกินข้างทางแบบเน้นร้านที่ไม่เคยซื้อ ตอนแรกก็อยากกินอะไรเบาๆ เลยจัดหมูย่าง-ไส้ย่างมาหน่อย แล้วเดินหาของกินต่อ เดินไปเดินมาไปเจอร้านโจ๊ก-ต้มเลือดหมู เลยสั่ง ต้มเลือดหมู เพิ่มไข่เยี่ยวม้า 2 ฟอง (อยากกิน!) แล้วก้เห็นว่าหน้าเซเว่นมีร้านขนมจีบซาลาเปา เลยจัดขนมจีบไม้นึง เปาถั่วดำลูกนึง ก่อนจะขับรถกลับบ้านท่ามกลางความมืด

เอาละมาถึงเวลารีวิว

1. หมูย่าง2ไม้-ไส้ย่าง1ไม้ 30 บาท หมูที่ให้มาไม้ดูยาวใหญ่น่ากิน แต่พอซื้อมาแล้วพบว่าเหมือนเอาเนื้อหมูหมักความหนาประมาณหมูร้านหมูกระทะ เอามาเสียบไม้โดยให้มันดูแบนในแนวยาวตามไม้เสียบให้มากที่สุด อันนี้ไม้ละ 10 บาท ดูเหมือนให้เยอะ แต่ปริมาณจริงๆ พอๆ กะหมูย่างรถเข็นแถวหอ

2. ต้มเลือดหมู 50 บาท เพิ่มไข่เยี่ยวม้าสีชมพู 2 ฟอง 30 บาท รวม 80 บาท ต้มเลือดหมูไม่เอาเลือด มีแต่หมูเด้งชิ้นพอดีคำประมาณ 10 กว่าชิ้น กับเศษผักอีกเกือบครึ่งถ้วย ผมกินไปจนเริ่มจะรู้สึกหนักท้องนิดๆแบบไม่อิ่มดี แต่มาจากไข่ไม่ได้มาจากหมู

3. ขนมจีบไม้ละ 20 บาท 1 ไม้ ซาลาเปาถั่วดำลูกละ 10 บาท 1 ลูก รวม 30 บาท ขนมจีบลูกใหญ่ดี ตัวไส้หมูอร่อย ไม่แน่นมากนักแต่พอรับได้กับราคาและรสชาตินี้ ส่วนซาลาเปาถั่วดำ ใหญ่ประมาณอุ้งมือตัวเอง พอฉีกตรงกลางแล้วไส้ถั่วดำเทไปอยู่ข้างหนึ่ง ไส้น้อย แป้งหนาเว่อร์ประมาณ 1-2 เซนต์ ไส้ถั่วดำรสชาติดูคล้ายกับซาลาเปาจ้าวถูกๆ ที่เคยกิน น่าจะไส้ซื้อมา ผมคว้านแต่ไส้กินแล้วเหลือก้อนแป้งขาวๆเอาไว้บีบเล่น

ทั้งหมดนี่ผมเสียไป 140 บาท ไม่อิ่ม

ผมเลยนึกถึงเมื่อวานที่ไปกินชาบูราคาถูกๆ 99 บาท เครื่องดื่ม 39 บาท รวม 138 บาท แม้ว่าคุณภาพอาหารจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ผมกินเท่าไหร่ก็ได้ อิ่มชิบหาย

-ในภาวะเงินจะเฟ้อ อาหารข้างทางจะราคาเฟ้อตามก้จริงแต่คนทั่วไปก็ต้องจำใจกิน แต่พอเอาส่วนที่เป็นข้าวแป้งออกมา ปริมาณเนื้อสัตว์ต่อชามจะน้อยมาก การที่เราจะกินโปรตีนให้พอดีกับที่ร่างกายต้องการจึงต้องเสียค่าใช้จ่ายมากตาม ซึ่งเรามักจะอิ่มกับอาหารประเภทแป้งไปก่อน ถ้าอาหารในชามเรามีข้าวแป้งเยอะ เราจึงอิ่มเร็วก่อนที่ควรจะเป็น

-ในปัจจุบัน buffet มันตอบโจทย์มากกว่าสำหรับคนกินเยอะและเงินหนาพอสมควร ผมหมายถึงเงินหนาในการกินมื้อเดียว ส่วนสิ่งที่เค้าจะกินก็ขึ้นกับว่าเอาอะไรเข้าปากไป ถ้าดีหน่อยก็จะเป็นมื่อที่อุดมไปด้วยโปรตีนไปเลย ซึ่งการกินแบบนี้มันทำให้คนที่กินอิ่มไปได้ทั้งวันจากมื้อเดียวนั้น ได้สารอาหารครบ แม้ว่าราคาต่อมื้อจะสูง แต่ถ้าเทียบกับการกิน SAD สามมื้อที่ต่อมื้อราคาอาจถูกกว่า การกิน buffet มื้อเดียวมันอาจถูกกว่าการกินสามมื้อก้ได้

-ผมก็เพ้อเจ้อไปนั่น มื้อที่ถูกสุดคุ้มสุดคือมื้อที่ทำอาหารกินเองคับ ถ้าไม่คิดมาก อัดไข่ลวก 5 ฟองก้อยู่ไปได้เกินครึ่งวันละคับ

#siamstr

ทุกครั้งที่ออกนอกบ้านคือ ชาบูซะ 1 มื้อจะได้จบๆ

แต่ชาบูแถวๆที่ผมอยู่ 218+น้ำ ก็ 250 อัพ

ถ้ามี 150 แบบหมออ่านนี่ น่าจะสมัครสมาชิกเลย

GM ครับ ตั้งชื่อรออีกตัวไว้ให้ครับ ชื่อเมี่ยง