Avatar
Max
97aac85c03776b937eba89711063a38324c1b1a536527f8f18af22fab6069a34
สนใจเรื่อง Matrix ธรรมมะ(แท้) สุขภาพ หนังสือ กีต้าร์ เบียร์ อาหาร ฟุตบอล

เช้าเดินตากแดด เย็นดื่มเบียร์แกล้มด้วยเนื้อ ก่อนนอนทำสมาธิ วิถีบิตคอยเนอร์😅

#siamstr

Replying to Avatar Johnny Jun

GM #siamstr แชร์เรื่องเล็กๆของผมในการมาอยู่ต่างประเทศ

วันนี้ผมอยากพูดเรื่อง กิเลส ต่อของแบรนด์เนม ที่เปลี่ยนไป(ลดลง) หลังย้ายมาอยู่ที่นี่

ผมเป็นพวกบ้านาฬิกามาก (แม้จะยังทำใจซื้อไม่ลง) แต่ผมดูไอจี และติดตามไลน์ร้านนาฬิกาหรูที่ไทยอยู่เยอะมาก ต้องดูทุกวันก่อนนอน ชอบมากทั้ง Omega, Rolex ที่คิดว่าพอจะเอื้อมถึงได้ (แต่ก้ทำใจซื้อไม่ได้สักที) และรวมไปถึงแบรนด์ในฝันคือ AP ผมชอบนาฬิกา เพราะชอบ Story ที่เขาขาย และผมชอบในระบบกลไกเล็กๆจำนวนหลายร้อยชิ้น ที่ทำให้นาฬิกา Automatic พวกนี้ เดินได้แม่นยำมากๆ แม้จะไม่มีชิ้นส่วน electronic อยู่ข้างในเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ผมมองมันเป็นงานฝีมือระดับสูง เลยชอบมากๆ และเพื่อนๆก็ใส่กันเยอะ (เรือนในรูปคือเรือนโปรดที่ผมชอบมากๆ)

ส่วนของแบรนด์เนมอื่นๆ ก็คงตามกระแสสังคม ที่คนรอบตัวก็ใช้กระเป๋าสตางค์ต่ำๆ ก็เป็นระดับ entry Luxury ใบละสัก 15-30k พวก LV, Bottega, YSL ผู้ชายอะไรพวกนี้ รวมถึงเข็มขัดสักเส้นที่ใส่กันเวลางานประชุม หรืองานแต่งสักเส้น มันก็ทำให้ผมอยากได้ อยากมีเหมือนเพื่อนๆเหมือนกัน (แต่ก้ยังไม่เคยมี เพราะเสียดายเงิน 555)

แต่ว่าตั้งแต่ย้ายมานี่ได้แค่ 2 เดือน ผมไม่เคยเจอใครใส่ของพวกนี้เลย นาฬิกาใส่กันแต่ Activity Tracker, Sport Watch ส่วนกระเป๋าเครื่องแต่งกายก็แทบหาคนใส่แบรนด์เนมไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะผมอยู่ใน Academic ไม่ใช่ Business ด้วยแหละ นั่นทำให้ถึงแม้ผมจะมองนาฬิกาแพงๆว่าเป็นงานศิลปะและเป็นงานฝีมือ และชอบมากๆ ความรู้สึกอยากได้มันลดลงไปแบบแทบจะ 100% ผมไม่ได้เข้าไปดูราคา ไม่ได้ตามเพจพวกนั้นอีกเลย เดินทางผ่านช้อปซึ่งที่นี่หาง่าย ก็ไม่ได้สนใจจะเดินเข้าไปดู

ทุกคนดูใส่ของเน้น function และ quality มากกว่า ซึ่งตรงจริตผมมากๆ เช่น คนที่นี่ชอบแนะนำว่าถ้าซื้อไหวหน้าหนาวก็ซื้อ The North Face หรือ Columbia ก็ได้ หรือไม่ก้ Uniqlo ก็คุ้มนะ แต่ไม่ใช่เพราะแบรนด์มันแพง แต่เป็นเพราะเขามองว่ามันกันหนาวที่นี่และฝนปรอยๆที่ตกตลอกได้จริงๆ และก็ต้องยอมรับว่า The Northface/Columbia ไม่ใช่ของแพงหรือหรูของที่นี่ เป็นของซื้อใส่จริง นั่นก็ยิ่งทำให้ผมไม่มีความรู้สึกอยากได้ของแบรนด์เนมแบบพวก LV, YSL อะไรเลย ถ้าผมไปเจอเสื้อที่ H&M ลองใส่ ลองจับแล้วคุณภาพดี ตีเป็นเงินไทยตัวละพันกว่าบาท ผมก็รู้สึกว่าใส่ได้สบายมาก ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครใส่ของหรูมาโชวกัน แม้แต่ในงานประชุมหรืองานทางการ

แต่ต้อง disclaimer ก่อนว่า ปกติผมไม่ใช่คนบ้าของแบรนด์เนม กระเป๋า เสื้อผ้าหรูอะไร ไม่ได้สนใจ ผมชอบใส่ GQ และ Uniqlo มีเสื้อ เชิ้ต GQ สีขาว 4 ตัว สีดำ 4 ตัว กางเกงขายาวยูนิโคล่ 4ตัว ใส่วนๆไป เพียงแต่ผมต้องการจะสื่อว่าค่านิยมของสังคม มันไม่มีแรงกดดดันด้าน social tax ที่ทำให้เราอยากแต่งตัวให้'ดูแพง'เหมือนคนรอบข้างเลย เพราะไม่มีใครสนใจ

https://void.cat/d/YXc7jfy9z2pMMcFtm7rNVD.webp

เมื่อก่อนผมชอบแบรนด์เนมเหมือนกัน แต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่า มันมีคนข้างบนพยายามให้มนุษย์มีกิเลสมากๆ แม้เรารวยแค่ไหนมันก็จะทำให้สื่อต่างๆบอกว่าเมิงยังมีน้อยอยู่นะ ขับแลมโบถือเป๋าหลุย มันเท่นะ เมิงจะได้รับการยกย่องนะ

แต่เมื่อผมมีบิตคอย มันทำให้ผมรู้สึกเท่จากภายใน

Replying to Avatar Panai Lawasut

“จงเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น”

พ่อผมสอนประโยคนี้อยู่ตลอดเวลาเรียกว่าเป็นคำพูดติดปากของแกเลยก็ว่าได้ มันเข้าหัวผมอย่างแน่นอน และทำให้ผมปฏิบัติตามอยู่ตลอดโดยอัตโนมัติแม้ว่าจะไม่ตั้งใจก็ตาม

วันนี้ผมมีประสบการณ์ของตัวเองมา 40 กว่าปี ผมอยากจะเล่าในมุมของผมเองแบบไม่โลกสวยว่า

“ผมไม่แน่ใจว่ามันทำได้จริง…”

ประสบการณ์ ความรู้ ความผิดพลาด บทเรียน เรื่องนี้ส่งต่อกันได้ เป็นสิ่งที่โคตรน่าอัศจรรย์ มันทำให้มนุษยชาติมีวิทยากรมาได้อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่

มันเป็นการส่งต่อ POW ของคนรุ่นก่อนหน้า ผ่าน protocol อะไรซักอย่างก็ตาม มาถึงคนรุ่นถัดไป

ถ้า POW มันคือการใช้ ”พลังงานและเวลา” ไปกับเรื่องบางอย่าง

เช่นนั้น การถ่ายทอดประสบการณ์กันจากรุ่นสู่รุ่น จากหนังสือ จากเรื่องเล่า จากครูอาจารย์มันก็คือการส่งต่อ “พลังงานและเวลา” ของคนเหล่านั้นไปสู่ผู้รับฟัง

และนี่คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า เรามีพลังงานและเวลามากกว่าคนรุ่นก่อนอยู่เสมอ คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราคิดว่า เราฉลาดกว่าคนรุ่นก่อน

แต่มันเป็นเหมือนกฎอะไรซักอย่างของธรรมชาติ เราไม่สามารถส่งต่อพลังงาน โดยไม่มีการสูญหายไประหว่างทาง

เหมือนกับเครื่องยนต์สันดานภายกำลัง 300 แรงม้า ต้องสูญเสียพลังงานไปกับการสั่นสะเทือน เสียง ความร้อน แรงเสียดทานของเพลาขับ ฯลฯ กว่าจะไปถึงล้ออาจเหลือกำลังเพียง 250 แรงม้าเท่านั้น

ไม่ต่างอะไรกับการส่งต่อประสบการณ์ของใครซักคน เราไม่สามารถจะเรียนรู้ทำความเข้าใจมันได้อย่างท่องแท้ 100% จนกว่าเราจะเจอกับตัวเอง

สมัยวัยรุ่นคิดว่าหลายคนคงเป็นเหมือนผม ชอบออกไปขี่รถกับเพื่อน กลับบ้านดึก พ่อกับแม่เตือนหลายครั้งเพราะเค้าเป็นห่วง บ่อยเข้า จนวันนึงพ่อพูดกับผมว่า

“แกไม่รู้หรอกว่าพ่อกับแม่เป็นห่วงแกแค่ไหน วันที่แกมีลูกของแกเองจะเข้าใจ”

ตอนนั้นผมคิดว่าผมเข้าใจที่พ่อพูดนะ ผมออกเที่ยวน้อยลงจริง เพราะไม่อยากให้เค้าห่วง คิดว่าเราเข้าใจเค้า

แต่พอมีลูกเองจริงๆ ถึงได้รู้ว่าความเป็นห่วงของพ่อกับแม่จริงๆมันขนาดไหน เทียบไม่ได้กับที่เราเคยเข้าใจเลย

คำว่า “เข้าใจ” คือมันต้องเข้าไปอยู่ในใจจริงๆ รู้สึกถึงมันจริงๆ แค่คิด นึกเอา หรือแม้กระทั่งผ่านการวิเคราะห์มายัง เราอาจจะยังเรียกว่า “เข้าใจ” ไม่ได้

หลายคนกว่าจะเป็นบิทคอยเนอร์คงจะผ่านการซื้อขายชิตคอยน์หรืออยู่ในตลาดหุ้นมาก่อนมากก่อน

ผมก็เหมือนกับหลายๆคน พองานเริ่มเข้าที่ เริ่มมีเงินเก็บ ก็ต้องหาทางจัดสรรเงิน

และก็เป็นเหมือนกับคนทั่วไปนั้นแหละ ศึกษาหาข้อมูล อ่านหนังสือเท่าที่จะหาได้ ก็คือพยายามเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นให้ได้มากที่สุด

เมื่อซัก10กว่าปีที่แล้ว หลังแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสใหม่ๆ set น่าจะราวๆ 4-500 จุด ผมเริ่มลงทุนแบบVI จัดสรรเงินอย่างดีตามตำราแปะ สำรองจ่ายฉุกเฉิน cashflow fix-cost ประกัน ลงทุน

Portก็โตแบบ 6-7% ต่อปีอยู่4-5ปี

อยู่มาวันนึงเพื่อนผมคนนึงซึ่งเป็น developer ขายโครงการคอนโดที่ยังพัฒนาไม่เสร็จให้กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพราะตัวเพื่อนผมเค้าไปต่อไม่ไหวแล้ว และตัวบริษัทในตลาดก็มาซื้อเพื่อสร้าง story โดยจ่ายค่าโครงการทั้งหมดเป็นหุ้นวอแรนท์แทน และมีการคุยเป้าหมายของราคาหุ้นกันชัดเจน

ผมที่รับรู้เรื่องราวโดยตลอดเห็นบริษัทออกข่าว ลากราคาหุ้นวิ่งขึ้น ออกข่าวร้ายทุบลง วิ่งขึ้นทุบลงๆๆ เป็นไปตามแผนงานที่เค้าวางไว้กันแบบวันต่อวัน

ผมเพิ่งเข้าใจหุ้นปั่น หุ้นมีเจ้าจริงๆก็วันนั้น

ผมเพิ่งรู้ว่าข่าวที่เราได้รับรู้กัน ถ้าไม่ช้าเกินไป ก็จะเป็นข่าวที่เค้าอยากให้เรารู้ ก็วันนั้น

ผมเพิ่งรู้ว่า balance sheet ของบริษัทนั้นเชื่อถือไม่ได้ก็วันนั้น

เรื่องนี้มีคนบอกเราอยู่ตลอด เราเชื่อ เราคิดว่าเข้าใจ แต่เราไม่คิดว่ามันจะขนาดนี้

ผมคิดว่าทางรอดในตลาดคือต้องอยู่ฝั่งเจ้าเท่านั้น..

บวกด้วยความโลภ ผมขายหุ้นทั้งหมด พร้อมกับเงินเก็บทั้งหมด! มาลงในหุ้นเพื่อน พร้อมกับได้รับราคาเป้าหมายที่จะต้องขายตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ…

เราว่าเราวงใน วงในแบบชิดกับคนทำหุ้นเลย ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่คุยกันไว้ port ผมบวกมากกว่าตลอด 4-5 ปีที่เริ่มลงทุนมาแบบไม่เห็นฝุ่น

จนกระทั่ง….

เพื่อนผมกับบริษัทมหาชนนั้นทะเลาะกัน เหมือนเค้าอยากจะทำให้รู้ว่าเกมส์นี้ใครคุม เค้าเริ่มค่อยๆกดราคาลงมา จนผมเริ่มขาดทุน จาก -5% ,-10%,-20% แล้วมาค้างอยู่ -30% กันพักใหญ่ หลายเดือนเลย

สุดท้ายทะเลาะแตกหัก เค้าทุบหุ้นแม่ลงมา หุ้นพวกผมซึ่งเป็นวอแรนท์ที่ไม่มี floor ราคาล่วงแบบแทบจะหมดค่า

ผมจำวันที่ผมตกใจขายได้ดี มูลค่าเหลือไม่ถึง10% ของport ไม่ใช่ของportด้วย ของทั้งหมดในชีวิต

วันนั้นแม่งคือหนึ่งในวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต มือไม้มันสั่นไปหมด สติมันไม่อยู่กับตัวเลย มันทำอะไรถูก

นั้นคือเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวที่ผมกับเมียช่วยกันทำมา

ภาพของสิ่งที่เราพยายามทำในช่วง 3-4 ปี มันลอยเข้ามา มันเป็นช่วง 3-4 ปีของการที่ต้องตื่นตี 3 กว่า ขี่รถเครื่องไปอีก 7-8 กิโล ไปที่ร้านเพื่อเริ่มทำขนม และทำมันทั้งวัน ปิดร้านทุ่มนึง ขี่รถกลับบ้าน พาลูกกินข้าวอาบน้าทำการบ้าน ได้นอนจริง 4-5 ทุ่ม ตี 3 ต้องตื่นอีกแล้ว…

เป็นช่วง 3-4 ปีที่ผมกับเมียไม่สามารถใช้เงินกับเรื่องสนุกของชีวิตได้เลย เก็บอย่างเดียว เพราะหวังว่าสักวันชีวิตมันจะดีขึ้น (เหมือนจะถูกทางแต่เสือกเก็บผิดที่)

ไม่ต้องพูดถึงไปเที่ยวต่างจังหวัด ปาร์ตี้กับเพื่อน ผมทำงาน 365 วัน เอาแค่หาเวลาไปต่อภาษีรถยังลำบากเลย

ทั้งหมดที่ทำมามันหายไปหมดเลย….

บทเรียนที่ผมได้รับ ไม่ใช่ไม่รู้ ไม่ใช่ไม่เชื่อหนังสือหรือผู้มีประสบการณ์ ตำราทุกเล่ม อาจารย์ทุกสำนัก พูดเหมือนกันหมด “Money Management สำคัญที่สุด”

ผมคิดว่ารู้แหละ ผมอ่านก็มาเยอะพอสมควร แต่เราเองนั้นแหละที่ไม่เข้าใจว่าไอ้ที่บอกว่าสำคัญที่สุด มันที่สุดขนาดไหนวะ

ไม่ใช่ไม่เคยได้ยินว่าหุ้นวงในเนี่ยเชื่อไม่ได้ แต่เราเองที่ไม่เข้าใจว่า เชื่อไม่ได้มันคือเชื่อไม่ได้จริงๆ!!!

แล้วผมก็เชื่อว่าผมจะไม่มีทางเข้าใจจนกว่าจะได้เจอเอง

“บทเรียน ถ้ามันยังไม่ใหญ่พอ มันจะยังไม่ใช่บทเรียน”

ไม่มีหรอก บทเรียนราคาถูก ถ้ามันไม่ใหญ่พอมันจะไม่เข้าไปในใจคุณหรอก

ผมเชื่อว่าถ้าผมยังไม่เจอบทเรียนใหญ่ขนาดนี้ ในวันที่ตลาดชิตคอยน์บูม ผมก็ต้องมาหมดตัวในชิตคอยน์อยู่ดี ด้วยปริมาณเงินที่มากกว่าด้วย

กว่าผมจะกล้าเล่าให้แฟนผมฟังว่าที่เราทำมาทั้งหมดไม่เหลือแล้วก็ผ่านไปร่วมสองเดือน เค้าพูดคำเดียวว่า “เป็นไงล่ะ เข็ดหรือยัง” ด้วยน้ำเสียงสบายๆ แอบติดแขวะนิดๆ ไม่มีต่อว่า ไม่มีอาการสลด หรือหมดความมั่นใจในตัวเราให้เห็น มันเหมือนยกภูเขาออกจากอก มันสบายใจ มันมีกำลังใจ มันเหมือนกับมีคนบอกว่า ไม่เป็นไร เรามาช่วยกันใหม่

หลังจากวันนั้นผมรู้แล้วว่าในตลาดหุ้นไม่ใช่ที่ของเรา จะเป็นVI ก็เชื่อถือ balance sheet เชื่อข่าวไม่ได้ จะเป็นเทรดเดอร์นั่นก็เป็นการทำงานอีกอาชีพนึงเลย ต้องใช้เวลาไปกับมัน งั้นเราไปใช้เวลากับสิ่งที่เราเก่งดีกว่ามั้ย

ตั้งแต่นั้นผมก็เริ่มต้นเก็บเงินใหม่ฝากแบงค์ เดิน stement อย่างเป็นระบบ เพราะคิดว่า leverage ตัวเงินด้วยตลาดหุ้นไม่ได้ คงต้อง leverage กิจการด้วยแบงค์แทนแล้วกันวะ

….FUCK!!!! .... ระบบเหี้ยนี้แม่งวางแนวรุกแนวรับไว้หมดทุกทาง

โชคดีฉิบหาย 2 ปี ต่อมา รู้จักบิทคอยน์

ทุกวันนี้เงินที่หายไปวันนั้นอาจจะดูไม่เยอะเท่าเดิม แต่บทเรียนและความรู้สึกในวันนั้น มันเข้าไปอยู่ในใจ ยังใหญ่และเจ็บปวดเสมอที่นึกถึงมัน

ในทางกลับกัน ถ้าเราเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์แล้วคงจะหวังให้ผู้รับฟังเข้าใจเราอย่างลึกซึ้งคงเป็นไปไม่ได้

คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าการอกหักครั้งแรกมันหนักขนาดไหน จนกว่าเค้าจะเจอเอง

คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจความสุขและความทุกข์ของการมีลูก มันเยอะพอๆกัน จนกว่าเค้าจะมีลูกเอง

คงเป็นเรื่องที่เป็นไม่ฉลาดเลยที่คุณหวังว่าจะทำให้ใครเข้าใจบิทคอย จนกว่าเค้าจะเข้าใจบิทคอย

ประสบการณ์ชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน และต่อให้เป็นประสบการณ์เดียวกัน ก็ตกผลึกไม่เหมือนกันอีก

เราคงทำได้แต่เล่าว่าเราผ่านอะไรมาบ้างแค่นั้น

“จงเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น แล้วคุณจะเข้าใจมันตอนคุณมีประสบการณ์ของคุณเอง”

#Siamstr

ผมสูญเสียไปกับชิดคอยจนรู้สึกยอมแพ้กับการลงทุน แต่ก็ต้องขอบคุณประสบการณ์ ที่มันทำให้ผมเข้ามาศึกษาบิตคอยอย่างจริงจัง จนเข้าใจว่าความรู้จริงมันมีราคาที่ต้องจ่าย

หันตูดให้แดด 15 นาที เริ่ม

#siamstr

90% ของธุรกิจความงาม อาหารเสริม มีแต่ของกากๆผลิตออกมา แล้วอัดการตลาดเพื่อมาหลอกแดกประชาชน รีบโกยแล้วก็เปลี่ยนโปรดักใหม่ไปเรื่อยๆ

เมื่อมีความคิดเราจึงรู้สึก

เมื่อมีความคิดเราจึงเจ็บ

เมื่อมีความคิดเราจึงตาย

Review จากคน ไม่มีศาสนา อยู่พักหนึ่ง

จนเป็น พุทธโธเลี่ยน โดย สมบูรณ์

จากคนไม่นับถือ เพราะ เข้าใจ แค่ผิวเผิน

ตั้งข้อสงสัยมากมาย คนเข้าวัดไป ขอหวย

ไปบูชา วัตถุมงคล

หรือแม่แต่กระทั่ง ของในสิ่งที่เป็นทุกข์ ทั้งทางกายและใจ

จนเข้าใจในระดับนึง

ว่า สิ่งที่เราประสพพบเจอใน ประเทศนี้ เป็น เพียง เปลือก อันนึง ที่เรายึดถือ กันจนเป็นวัฒนธรรม จนเป็นความเชื่อ จนเป็นการชี้ น่า ตีตรา ว่า ไม่กระทำ แบบนั้น

แบบนี้ จะบาป

เช่น ไปขรี้ อย่านึกถึง พระนะ บาป

แต่ จริงๆ เป็น นัยยะ ต่อการละอายต่อบาป ภายในจิตใจ ของเราเสียมากกว่า ต่อ การคิด การรู้ศึก การกระทำ

ส่ง ผล ออกมาเป็น รูปแบบ ของ กรรม (Action )

การกราบไหว้ขอ ในสิ่งที่ อยากให้สมหวัง ก็ไม่ผิดอะไร ถ้ายกระดับจิตใจ ได้ดีขึ้น หรือแม้แต่จะสบายใจมากขึ้น

มนุษย์แต่ล่ะคน มี กรรมเป็นของตน ไม่มีใครใช้กรรมแทนกันได้

มีอหังการ มีสิ่งยึดมั่นแตกต่างกัน

ศาสนาพุทธ หลักใหญ่ใจความ คือ อนิจจังทุกขังอนัตตา

จะบอกว่า เราไม่มช่ตัวไม่ใช่ตน คนส่วนใหญ่ ก็คงยังไม่เข้าใจ

เพียงแต่มันคือข้อเท็จจริง ที่ศาสนาพุทธ ค้นพบ ว่า

เราไม่ใช่ตัวตน บุคคล เรา เขา

เราคือ 10 ยกกำลัง84 ที่เชื่อม ทุกจุดในจักรวาล ผ่าน

ตา หู จมูกลิ้นกายใจ

แต่ กว่าจะ เข้าใจมาถึงตรงนี้ ก็ต้อง ผ่าทุกความเชื่อ แม้แต่วัฒนธรรม ประเพณี และ เรียนรู้ ด้วยใจ ที่ว่าง และเป็นกลางมากพอ ศาสนาพุทธไม่ใช่ความเชื่อ แต่เป็นหนทาง สู่ทางหลุดพ้น " วัฏสงสาร"

และแม้แต่กระทั่ง การพ้นทุกข์ แบบชับพลัน เข่นการเจริญสติ และแนวทาง การปฎิบัติ ต่อผู้อื่น เพื่อไม่ให้ เกิดกรรมใหม่

และการ เฝ้า ดูสติ เพื่อ ไม่กระทำ กรรมใหม่ที่เป็น อกุศลกรรม ต่อไปในอนาคต และการยกระดับจิต และทำกรรมดี (กุศลกรรม) ต่อ

การให้ทานเป็น การสละซึ่ง กิเลส และยกระดับจิตในอีกรูปแบบนึ่ง ซึ่ง เคยสงสัย อยู่นานมาก ว่าพระบิณฑบาต ทำไม ทำไมไม่ซื้อข้าวกิน

การที่ท่านบิณฑบาต ก็คือการโปรดสัตว์ ในรูปแบบนึ่งเช่นกัน

และการที่ เรายังคงอยู่ในศาสนา นี้ ก็ถือ ว่า เรามี กรรมเป็นแดนเกิดที่ ดี ที่ได้เกิดมาเป็น มนุษย์ มีจิตใจ สมบูรณ์ มี ร่างกายที่ สามารถกระทำกรรม ใหม่ ได้ ทั้งกรรมดี และไม่ดี และสุดท้าย การฝึกเจริญสติ เพื่อรู้เท่าทัน ความคิดและจิตที่ยึดติดต่อสิ่งต่างๆ ทั้งทุกข์ทั้งสุข

และฝึกปล่อยวางในที่สุด

เพราะสุดท้าย มีแต่ "รูป กับ นาม"

ไม่มี สัตว์บุคคลตัวตนเรา เขา

#siamstr

#nostr

ธรรมมะมันเหมือนบิตคอยตรงที่มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อเอาใจใคร ไม่บังคับให้ใครเชื่อ มันท้าพิสูจน์ คนจะเข้าถึงมันได้อาจต้องมีความสงสัยในชีวิตอะไรบางอย่าง และคุณต้องเป็นฝ่ายเข้าไปหามันเอง เมื่อคุณค้นพบแล้วคุณจะเข้าใจว่า มันคือสิ่งที่มาช่วยมวลมนุษย์ชาติ

หลุดนิดหน่อย เพราะสารให้ความหวาน กระตุ้นอินซูลิน

ถ้าตามหลักแล้วเมื่อสมองเราเครียดสะสมเป็นเวลานาน ระบบการหลังฮอโมนแห่งความสุขมันจะผิดเพี้ยน ทีนี้ก็เลย เกิดเป็นคำว่าโรคซึมเศร้า

แต่จริงๆ มันเป็นโรคที่แก้ไขได้ไม่ยากเลย มายเซ็ตต้องเปลี่ยนก่อน ต้องคิดว่ามันไม่ใช่โรค แต่เป็นการที่เราสะกดจิตตัวเองจนเราเป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะฉนั้นถ้าอยากหายจากโรคนี้ ต้องฝึกการปรับมายเซ็ตการมองโลกแบบใหม่ ไม่ใช่พึ่งยา

ผมเคยเครียดเป็นปีจนถูกวินิฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า แต่พอเจอบิตคอยกลับมองโลกตามความเป็นจริงมากขึ้น มีความหวัง ความเครียดหายไปเลย ทุกสิ่งมันก็เป็นเช่นนั้นแหละ ทุกข์สุขมันเป็นมายา

Breakfast for today

จะโดนจับข้อหาโฆษณาแอลกอฮอลไหม

#siamstr

จริงๆแล้ว ฟองไม่ฟองอยู่ที่ชนิดเบียร์ครับ

เบียร์ Lager ควรเย็นจัด แล้วสามารถดื่มจากขวดได้ เวลาเย็นจัดรินใส่แก้วก็จะไม่ค่อยมีฟองอยู่แล้ว ถ้ามีฟองแปลว่าเย็นไม่ถึงไม่อร่อย

แต่ถ้าเป็นเบียร์ ประเภท ales รินยังไงก็มีฟอง ซึ่งเป็นปรกติ

ส่วนเรื่องท้องอืดหรือไม่อืด ไร้สาระมาก เบียร์ไม่เย็นท้องอืดหมดครับ

Replying to Avatar Nataphol

https://www.youtube.com/live/2kzQAil0h_4?si=_EWUju0p-u0qB9gN

หมอป็อบอธิบายกระบวนการที่ร่างกายมีการรีไซเคิลเซลล์ได้เข้าใจง่ายมาก ขอเอามาสรุปคร่าวๆทบทวนความรู้ครับ ใครสนใจรายละอียดเพิ่มเติมดูในคลิปได้เลยครับ

เมื่อร่างกายได้รับสารอาหาร จะเกิดกระบวนการเผาผลาญในโหมด Anabolism กระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัวและเติบโต(growth) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในวัยเด็ก แต่เมื่อถึงวัยที่เติบโตเต็มที่แล้ว กระบวนการแบ่งตัวของเซลล์ก็จะยังมีอยู่ แต่ประสิทธิภาพในการนำสารอาหารมาใช้จะลดน้อยลง ทำให้เกิดเซลล์ที่เสื่อมสภาพมากขึ้น

ดังนั้น จึงต้องมีกระบวนเผาผลาญในโหมด Catabolism เข้ามาช่วยเคลียของเสียที่เกิดจากกระบวนการ Anabolism โดยการนำเซลล์เก่าๆที่เสื่อมสภาพแล้ว กลับมารีไซเคิลใหม่ ซึ่งเรียกกระบวนการนี้ว่า Autophagy (แปลว่า กลืนกินตัวเอง)

โดยคุณหมอใช้วิธีเปรียบเทียบง่ายๆคือ ในการมีชีวิตอยู่ จะเหมือนกับการวิ่งให้ถึงเส้นชัย ซึ่งมีกฎธรรมชาติ 2 ข้อ คือ

ถ้าเราหยุดวิ่ง เราจะตาย และ ถ้าเราวิ่งถึงเส้นชัย เราก็จะตาย

ถ้าเรากินมากไป กระตุ้นให้ร่างกายแบ่งเซลล์มากไป เราก็จะแก่ไว และตายไว เหมือนกับการจี้ให้วิ่งไวๆเพื่อให้ถึงเส้นชัย

แต่ถ้าเราไม่กินอะไรเลย ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารเลย สักพักเราก็จะตายอยู่ดี เหมือนกับการหยุดวิ่ง

ดังนั้นวิธีที่จะยืดอายุขัยก็คือ วิ่งแบบช้าๆ คือ กินให้พออิ่ม และหยุดกินให้ร่างกายได้ใช้พลังงานในปริมาณที่พอดี และให้เวลาฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์

การทำ IF (ที่อดไม่ต่ำกว่า 16ชม) ควบคู่ไปกับการออกกำลังในช่วงฟาส เป็นวิธีที่ค่อนข้างได้ผลในการกระตุ้นให้เกิดกระบวนการ Autophagy

บางคนบอกว่า มีผิวพรรณดีขึ้น หน้าเด็กลง รู้สึกไม่ค่อยล้าง่าย

ผมได้ลองทำดูแล้ว แม้จะลองในระยะเวลาไม่นาน ก็รู้สึกได้ว่าร่างกายทำงานดีขึ้นจริงๆครับ

ปล.ช่วงนี้กำลังอินกับเรื่องสุขภาพ เลยอยากจะทำสรุปแต่ละเรื่องที่สนใจไว้เรื่อยๆเพื่อทบทวนความรู้กับแบ่งปันให้คนอื่นที่สนใจด้วยครับ

GM #siamstr

ขอบคุณมากเลยครับ อายุไม่ได้เป็นตัวกำหนดความอ่อนเยาว์ แต่เป็นพฤติกรรม😊

ถามแต่ไม่อยากได้คำตอบมีอยุ่จริง 😊

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ฝนที่ตกบนผืนดินทั่วโลกนั้น มาจากการระเหยของน้ำจากป่าเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ระดับ 40%-70% แล้วแต่ลักษณะของป่าในแต่ละพื้นที่

ป่าไม้และพืชพรรณมีบทบาทสำคัญในการคายระเหยของน้ำ (evapotranspiration) ซึ่งมาจากดินและพื้นผิวของพืช อีกทั้งมีบทบาทสำคัญในการรักษาความชื้นของพื้นผิวของโลก รักษาระดับน้ำและความชุ่มชื้นของดิน ดังในแผนภาพ

เราสามารถรับมือกับความแห้งแล้งที่จะมาถึง ไม่ใช่โดยการเก็บกักน้ำโดยการสร้างแหล่งน้ำเท่านั้น แต่โดยการสร้างป่าหรือระบบการปลูกพืชที่หลากหลายเพื่อสร้างเม็ดฝนและรักษาความชื้นไปพร้อมๆกัน

---------------------------------------------

#Siamstr #GalaxyHigh #เกษตร

ผมงงว่ามันวัดยังไง ว่าน้ำที่ระเหยเกิดจากป่า

แต่ส่วนตัวผมว่าน้ำท่วมส่วนใหญ่เกิดจากการถางป่าเพื่อสร้างเขื่อน

ยากมากยิ่งคนแก่นี่หัวแข็งจัดเลย ได้แค่กล่อมให้แกคิดว่าหมอไม่ได้หวังดีกับเราขนาดนั้น

อาหารเสริมไม่มีความจำเป็น ไข่1ฟอง วิตามินก็ครบแล้วครับ