ถามผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมะธัมโมทุกคนครับ

เช้านี้ลองนั่งสมาธิครั้งแรกในรอบหลายเดือน ตั้งเวลากะไว้ 30 นาที

พยายามกำหนดลมหายใจเข้าออก แต่ในใจก็ว้าวุ่นมากครับ

มีเรื่องผุดขึ้นมาในหัวมากมายเลย หยุดคิดไม่ได้

3-4 ลมหายใจก็โผล่มาเรื่องนึง เป็นยังงี้ตลอดการนั่งเลย

ฝึกยังไงให้จิตไม่ว้าวุ่นครับ รู้สึกไม่ได้อะไรจากการนั่งสมาธิครั้งนี้เลย 5555

#Siamstr #ThaiNostrich

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ธรรมะ = ธรรมชาติ

ว้าวุ่นก็คือธรรมชาติ

แต่เรารู้หรือเปล่าว่ามันมาจากอะไร

ธรรมชาติมีเหตุ มีผล มีที่มา มีแตกดับ

ถ้าไม่รู้เหตุผลที่มา ก็หยุดจิตที่ว้าวุ่นไม่ได้

แล้วทำยังไงถึงจะสามารถรับรู้ถึงที่มาของอารมณ์ต่างๆที่มากระทบจิตใจเราครับ

เมื่อมันว้าวุ่นจนมันรบกวน

ตามธรรมชาติแล้ว

มนุษย์ถ้าอยากจะจบความว้าวุ่น

เราจะหยุดคิดแล้วย้อนหาต้นเหตุ ว่าเรื่องนี้คืออะไร มีที่มาจากไหน ทำไมถึงว้าวุ่น แล้วจะหยุดมันได้ยังไง

ทุกข์ สมุทัย นิโรค มรรค

ปล่อยมันวุ่นไป เราไปทำอย่าอื่น55

การเจริญสมาธิ มันมีเวลา และลำดับของมันครับ

ค่อย ๆ ไม่ต้องรีบ ทำให้สภาวะที่ 'รู้ตัว' เป็นศีล (เป็นปกติ)

แล้วสมาธิจะค่อย ๆ เกิด โลกที่เราจะสามารถเห็นและรับรู้ได้จะค่อย ๆ กว้างขึ้น ชัดขึ้น เกิดปัญญาตามมา

มันเป็น proof of work ไม่มีทางลัด

คุณ SorawichToday

ได้ซิครับ เหมือนที่ อาจารย์ Piriya ว่าเลยครับ

ขอเสริมด้วยความรู้งู ๆ ปลา ๆ ของผม

ถ้ารู้แบบนี้จะเห็นไตรลักษณ์ของจิตที่ว่าเป็นอนัตตา ครับ มันไม่ได้อยู่ในการควบคุมครับ จิตเองจะเรียนรู้และพัฒนาขึ้นของมันเองครับ

ขอแชร์ link ให้ครับเผื่อเป็นประโยชน์

https://www.youtube.com/live/Yt55GEXpeJQ?si=VaLYy8oWXH8U6izT

เป็นเรื่องธรรมดาครับ เราแค่รับรู้ว่าเราคิดก็พอ

แล้วดึงสติกลับมา "ดู" ลมหายใจ

แต่ไม่ใช่การบังคับนะครับ

ทำไปสักพักจะเริ่มนิ่งขึ้นเองครับ

ได้แล้วครับ

เราไม่สามารถหยุดจิตไม่ให้คิดเรื่องต่าง ๆ ได้

แต่ลองตั้งคำถามดูสิ ใครนะ เป็นคนคิด เราเหรอ?

ถ้าเป็นเรา เราไม่อยากคิดทำไมยังคิดล่ะ?

ถ้าไม่ใช่เราแล้วใครล่ะ

แล้วความคิดเหล่านั้นทำให้เรารู้สึกอย่างไร

ทำไมเราถึงรู้สึก มันคือเราหรือเปล่านะ

ลองค่อย ๆ ปล่อยความคิดให้มันเกิดขึ้น แต่ลองพยายามถอย 'ตัวเรา' ออกมา

ออกมาดูความคิดที่เกิดขึ้นแล้วดับไป

มันเกิดขึ้นเอง แล้วทำไมเราถึงเหิดความรู้สึก เกิดความผูกมัด

ถอยออกมามองความคิดมันหายไป พิจารณาถึงธรรมชาติ

ถ้ามันดูดเรากลับเข้าไป มีสติก็ดึงตัวเองออกมาใหม่

มันไม่ใช่เรา เราไม่ใช่มัน เพียงแค่รับรู้ และสังเกตุมัน

เอาแค่นี้ก่อน

มองกายนี้ก่อน เวลานอนหลับสนิทไม่มีความรู้สึกว่าตัวเราของเรา หัวใจ ปอด ตับ อื่นๆ มันทำงานภายใต้กฏอันใด

ผมก็เป็นเมื่อรู้ทันความคิดแล้วก็ดึงกลับมาที่ลมหายใจเหมือนเดิม

สิ่งที่ผมได้จากการฝึกสมาธิ คือการรู้ว่า เราไม่ได้กำลังพยายามเลิกคิด หยุดคิด หรือบังคับตัวเองไม่ให้คิด

แต่เป็นการฝึกดึงตัวเองกลับมาที่สมาธิเมื่อตระหนักได้ว่าเรากำลังคิดอะไรครับ

สู้ ๆ ครับ 🧘🏻‍♂️

ปล. ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมะ ยังถูๆไถๆ ทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่อยากแชร์ในมุมคนกำลังเริ่มฮะ😃

แล้วเวลาเราไม่ทำสมาธิล่ะ ลมหายใจไปอยู่ไหน พอสติหลุด ลมหายใจก็หยุดอย่างนั้นหรือ

ที่ผมทำคือพอรู้ว่าคิดอะไรอยู่ก็ดูว่าเราหายใจเข้าหรือออกครับ และสังเกตุลมต่อไปเรื่อยๆ ครับ ผมจะไปติดตรงรู้สึกหายใจไม่ออกแทน 😅😅

ขอตอบตามที่รู้มานะครับ สถานะที่จิตจะยึดเกาะ มันมีอยู่ 2 สถานะ คือ

1. ยึดเกาะอยู่กับร่างกาย

2. ยึดเกาะอยู่กับความคิด

ยึดเกาะอยู่กับร่างกายหมายถึง เมื่อเรา "ละออกจากความคิด" เรารู้จะสึกตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่

ผมยกตัวอย่าง เช่น เวลาที่เราเดิน ถ้าเรากำหนดการรับรู้อยู่ที่ร่างกาย เราจะรู้ว่าเรากำลังก้าวเท้า เราจะรับรู้ทุกก้าวที่เราเดิน เราตอบตัวเราเองได้ว่าตอนนี้เท้าที่สัมผัสพื้นคือข้างไหน และสลับไปข้างไหน

ที่นี่พอเราหลุดไปคิดเนี่ย ตอนนี้จิตย้ายไปเกาะที่ความคิดแล้ว มันจะเพลินไปกับความคิด เราไม่รู้อีกแล้วว่าเรากำลังใช้เท้าข้างไหนเหยียบพื้น เราจะติดอยู่กับเรื่องที่มันเกิดขึ้นในหัว

การเดินของเรามันก็ไปตามร่างกาย เป็นไปตามอัตโนมัติ กายก็เดินไป จิตที่ไปก็เกาะที่ความคิด ก็คิดไปเรื่อย กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่าเรากำลังเดินอยู่ คือ ตอนที่ละวางความคิดลง

สิ่งที่เกิดขึ้น คือ จิตมันต้องมีที่ให้เกาะ ไม่กาย ก็ ความคิด สลับไป สลับมา มันเร็วมากเกินกว่าที่เราจะมานั่งจับให้มันอยู่ที่ใดที่หนึ่ง

เราถึงต้องฝึกทำบ่อย ๆ เหมือนกับการออกกำลังกาย การวาดรูป คือความชำนาญ

ฝึกทำอะไร? ที่ถูกจริตผม คือ การฝึกละออกจากความคิด เวลาที่เผลอคิดถึงสิ่งต่าง ๆ พอนึกขึ้นได้ก็ละออกมา มองดูตัวเอง กายตัวเองว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ แล้วเมื่อกี้นี้คิดเรื่องอะไรอยู่

อาจจะเรียกว่าการเห็นการเกิดดับ คือ ตามรู้ว่าจิตเกาะอยู่ในสถานะอะไร เวลาที่จิตไปเกาะที่ความคิด นั้นคือความคิดเกิด และเมื่อละออกมา นั้นคือความคิดดับ แต่ก็มาเกิดที่กายแทน และกายจะดับไป เมื่อจิตกลับไปอยู่ที่ความคิดอีกครั้ง

ผมจะเน้นให้จิตมาเกาะอยู่กับกายมากกว่าความคิด เพราะว่ากายก็คือกาย มันทำเท่าที่มันเป็น

แต่กับความคิดมันไหลไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่ไปหยุดมันซะก่อน มันฟุ้งซ่าน

บางคนอาจจะใช้วิธีอื่น ๆ คงต้องแสวงหาถึงสิ่งที่ทำแล้วถูกจริต คนอื่นทำวิธีหนึ่งแล้วมันเวิร์ค ไม่ได้แปลว่ามันจะเวิร์คสำหรับอีกคนหนึ่ง

เป็นกำลังใจให้ครับ ❤️

เรียกว่า การฝึกสติ

...

ตามตำรา คนเรา ประกอบด้วย

ขันธ์ 5

รูป (กาย)

เวทนา (ความรู้สึก)

สัญญา (ความจำ, หมายรู้)

สังขาร (ความคิด, การกระทำ)

วิญญาณ (จิต)

...

รูป หรือ กาย

เป็นสิ่งสุดท้าย ที่จะละ

ก่อนเข้าสู่ สุญญตา

...

สาธุ สาธุ สาธุ

เคยลองเอาไปเกาะไว้กับความคิดแล้วมันไม่เวิร์คครับ ฮ่า ๆ ๆ ผมชอบลองอะไรด้วยตัวเองไปเรื่อย ตอนนั้นจำได้ว่านั่งสมาธิแล้วรู้สึกว่าหยุดความฟุ้งซ่านยากมาก เลยภาวนามันซะเลย อิติปิโสฯ วนไป เป็น ชม. มันจะได้ไม่ไปคิดเรื่องอื่น สรุป ทั้ง อิติปิโสฯ ทั้ง การคิดเรื่องอื่น มาพร้อมกันทั้งคู่เลยที่นี้ คือ สวดในใจแบบ ออโต้ พร้อมกับคิดเรื่องอื่นไปด้วย คู่กันเลย เพราะว่ามันชินกับการสวดไปแล้ว มันเลยแยกไปคิดเรื่องอื่นพร้อมกันได้ ไม่ธรรมดานะครับจิตเนี่ย

Speed of light

ครับ ...

การใช้ lightning

ทำให้รู้จัก จิต มากขึ้น :))

แหม่ ผมชอบการเปรียบเทียบนี่จริง ๆ ❤️

มันมีสภาวะ ว่าง ระหว่างการเดินทางกลับไปกลับมา ที่เป็นที่ยึดเกาะทั้ง2 สติที่ฝึกดีแล้วจะเห็นช่องว่างตรงกลางระหว่างการยึดเกาะทั้งสอง มันอยู่ตรงนั้น

ขอบคุณนะครับ จะลองสังเกตดู 🙏

จิตมันมีเหตุให้ว้าวุ่น การนั่งสมาธิทำเรามีสติมากขึ้น เมื่อมีสติมากขึ่นปัญญาก็จะเกิด เมื่อปัญญาเกิดก็รู้ว่าต้นเหตุมันคืออะไรแล้วจะแก้ไขมันยังไง จากนั้นให้ไปแก้ที่เหตุครับ (การทำสมาธิสามารถทำได้ทุกที่ทุกอิริยาบถครับ )

ลองดูแนวทางหลวงพ่อเยื้อนกรรมฐานน้ำเย็นดูครับ